กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เผยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2565 กำไรจากการดำเนินงานเติบโตร้อยละ 3.4 สินเชื่อเติบโตร้อยละ 8.9 ก้าวสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ ชูกลยุทธ์จับมือฟินเทครุกตลาดสินเชื่อบุคคล
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ตั้งเป้าเป็นสถาบันการเงินที่เติบโตอย่างยั่งยืน และปรับเปลี่ยนองค์กร ด้วย Digital Transformation และมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างการเงินที่ยั่งยืน (Sustainable Finance) ด้วยการบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ผ่านนโยบายการให้สินเชื่อตามกรอบแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย (Responsible Lending) และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว รวมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าและสังคมเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2565 ของธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานจำนวน 1,843 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลักๆ เป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิถึงร้อยละ 15.7 และรายได้จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายประกัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41.6 ทั้งนี้ธนาคารยังคงตั้งสำรองค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังเพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อ และรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกค้า ส่งผลให้อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 196 โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ลดลงจากร้อยละ 2.44 ณ สิ้นปี 2564 เหลือร้อยละ 2.40 ณ ไตรมาส 2 ของปี 2565 สำหรับด้านเงินกองทุนยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ร้อยละ 16.4 อยู่ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ขณะที่หลังหักสำรองฯ ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 431 ล้านบาท
ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ให้บริการแอปพลิเคชัน Profita ที่มี Feature สำคัญที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าในทุกจังหวะการลงทุน รองรับคำสั่งซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยนกองทุน ได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีกองทุนแนะนำ มีบทวิเคราะห์สภาวะตลาดที่เปรียบเทียบได้ถึง 15 กองทุนในเวลาเดียวกัน และธนาคารอยู่ระหว่างพัฒนาบริการใหม่บนแพลตฟอร์ม Profita คือ บริการ ROBO Advisor เป็นบริการวางแผนการลงทุน และจัดพอร์ตการลงทุนแบบอัตโนมัติที่ออกแบบและคัดสรรโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ซึ่งจะมีการติดตามและปรับสัดส่วนการลงทุน โดยลูกค้าสามารถเลือกที่จะให้ระบบปรับสัดส่วนการลงทุนแบบอัตโนมัติหรือให้ระบบแจ้งเตือนเพื่อตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการ ROBO Advisor ในไตรมาส 4 นี้
ด้านกลยุทธ์ธนาคารยังคงเดินหน้าพัฒนา Digital Infrastructure และ Platform เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้า และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าภายใต้แนวคิด Customer Centric ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุก Segment โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล Pro-fit ที่ลูกค้าให้ความสนใจเป็นอย่างมากเพราะความง่ายและสะดวกในการเปิดบัญชีผ่านMobile Banking LH Bank M Choice ทำให้ยอดเงินฝากสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 121.8 และมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สำหรับผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการกองทุน บริษัทบริหารกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) มูลค่าประมาณ 58,124 ล้านบาท กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 13,025 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 5,747 ล้านบาท โดยบริษัทเน้นเติบโตในกองทุนส่วนบุคคลและการลงทุนระยะยาว ทำให้กองทุนส่วนบุคคลมีขนาดเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2564 ราว 3,600 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 38 รวมทั้งได้พัฒนาช่องทางบริการในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น และจัดตั้งกองทุนรวมที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสอดคล้องกับภาวะตลาด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่สามารถรักษาเงินต้น และมีความผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับตลาดการลงทุน เช่น กองทุนที่ลงทุนในหลักทรัพย์นอกตลาด (Private Equity Fund) และกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (Private Real Assets Fund)
บริษัทได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จการใช้นวัตกรรมสร้างความสำเร็จ “Excellence in Innovation ประเภท House Awards” จาก Fund Selector Asia Awards Thailand 2021 และปี 2022 ปัจจุบัน LH Fund มีกองทุนที่ได้รับการจัดอันดับจาก Morningstar จำนวน 51 กองทุน (ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน 2565)
กลยุทธ์ของบริษัทยังคงเน้นขยายฐานลูกค้าจากการใช้ Big Data การเพิ่มช่องทางบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น การเปิดบัญชีและยืนยันตัวตนแบบออนไลน์ การขยายลูกค้าในกลุ่ม Mass ที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่เติบโตอย่างโดดเด่นในตลาดการเงินของไทย ตลอดจนนำความเชี่ยวชาญของ CTBC Bank ผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มมาช่วยพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ซึ่งจะส่งเสริมให้บริษัทมีรายได้อื่นๆ นอกจากรายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้น