บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เผยผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 และงวด 9 เดือน ปี 2568 สามารถสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และรักษาระดับการเติบโตทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนหลักจากผลประกอบการที่โดดเด่นของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว และธุรกิจสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน CDI Group ในอินโดนีเซีย รวมทั้งการลงทุนในสหรัฐอเมริกา สะท้อนความสำเร็จของการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมุ่งเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างการเติบโตระยะยาวและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในยุคของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 และงวด 9 เดือน ปี 2568 สะท้อนถึงการบริหารจัดการสินทรัพย์และการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งความสามารถในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานะทางการเงิน ท่ามกลางสภาพตลาดไฟฟ้าและพลังงานทั้งในและต่างประเทศที่มีปัจจัยท้าทายหลายด้าน ในขณะเดียวกัน EGCO Group ยังมีความเคลื่อนไหวด้านการลงทุนที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การปิดดีลเข้าลงทุน 49% ในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Wheatsborough Solar กำลังผลิต 125 เมกะวัตต์ ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแห่งที่ 2 ของกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll ที่บริษัทถือหุ้น และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม Linden Cogen กำลังผลิต 980 เมกะวัตต์ เป็น 38% ซึ่งสะท้อนถึง การเสริมสร้างสถานะเชิงกลยุทธ์ของ EGCO Group ในตลาดพลังงานของสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง”
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2568 EGCO Group มีรายได้รวม 6,928 ล้านบาท โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 844 ล้านบาท ในขณะที่มีขาดทุนสุทธิ 656 ล้านบาท โดยปัจจัยสนับสนุนกำไรจากการดำเนินงานมาจากผลประกอบการที่โดดเด่นของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว เป็นหลัก ได้แก่ น้ำเทิน 2 และไซยะบุรี ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากฤดูกาลที่มีปริมาณน้ำมาก รวมทั้งโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ได้แก่ Linden Cogen และ Compass ในสหรัฐอเมริกา Paju ES ในเกาหลีใต้ และ San Buenaventura ในฟิลิปปินส์ รวมถึงธุรกิจสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน CDI Group ในอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2568 ได้แก่ การซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้า Quezon ในฟิลิปปินส์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ภายใต้สัญญา PSA ฉบับใหม่ ซึ่งเริ่ม COD เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา รวมทั้งผลกระทบจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือทางการเงิน และการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นรายการทางบัญชี โดยเป็นปัจจัยเฉพาะช่วง และไม่กระทบต่อศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว
นายธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับผลการดำเนินงานรวมปี 2568 EGCO Group ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทั้งจากการรับรู้รายได้เพิ่มจากโครงการในต่างประเทศที่บริษัทเข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ ได้แก่ การลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll กำลังผลิตรวม 251 เมกะวัตต์ และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38% รวมทั้งคาดว่าโรงไฟฟ้า ที่บริษัทถือหุ้นในสหรัฐอเมริกา จะได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากดีมานด์ของธุรกิจ Data Center และ AI ขณะที่ราคาซื้อขายไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี”
ด้านการลงทุนใหม่ EGCO Group ยังเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อเป้าหมาย Net Zero ผ่านการลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions – M&A) และการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) โดยต่อยอดและเน้นการลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจที่สำคัญของ EGCO Group ที่ได้เข้าไปลงทุนมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
สำหรับโอกาสการลงทุนในประเทศ บริษัทยังอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศ หรือ RE Big lot รอบที่ 2 ซึ่งบริษัทได้รับการคัดเลือกจำนวน 11 โครงการ กำลังผลิตติดตั้งรวม 448 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความสนใจและอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในนโยบาย Direct PPA ที่เปิดทางให้ภาคเอกชนทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกับผู้ผลิตได้โดยตรง ซึ่งเป็นแรงดึงดูดสำคัญในการลงทุนของธุรกิจ Data Center และ AI ที่ต้องการพลังงานสะอาดและมีเสถียรภาพ