ดุสิตธานีเร่งขยายพอร์ตโรงแรมทั่วโลก ปี 69 เตรียมเปิดใหม่กว่า 1,400 ห้อง รับดีมานด์ท่องเที่ยวฟื้น

กลุ่มดุสิตธานี เดินหน้าแผนการเติบโตในปี 2569 อย่างต่อเนื่อง เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมใหม่มากกว่า 1,400 ห้อง ในหลายประเทศทั่วโลก ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ หลังจากปี 2568 ประสบความสำเร็จในการลงนามสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมใหม่รวม 24 แห่ง ซึ่งนับเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ดุสิตธานีในเวทีสากล และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกลยุทธ์การเติบโตระยะยาว

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนแผนการขยายธุรกิจ แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางการเมือง กฎระเบียบในแต่ละประเทศ ตลอดจนปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ดุสิตธานียังคงมุ่งลงทุนในตลาดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพและอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาว

ทั้งนี้ กลยุทธ์การเติบโตในปี 2569 เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในปี 2568 ซึ่งบริษัทฯ สามารถขยายพอร์ตโรงแรมได้ท่ามกลางช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมโรงแรมทั่วโลกอยู่ในภาวะชะลอการลงทุน จากแรงกดดันด้านต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น และความระมัดระวังของนักลงทุน แต่ดุสิตธานียังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เน้นความชัดเจนของแบรนด์ การคัดเลือกโครงการอย่างมีวินัย และความสามารถในการนำโครงการออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทฯ ปรับกลยุทธ์การขยายธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับโครงการปรับปรุงอาคารเดิม (Conversion) และโครงการบราวน์ฟิลด์ (Brownfield) มากขึ้น เนื่องจากมีระยะเวลาการพัฒนาสั้น สามารถสร้างรายได้ได้รวดเร็ว และช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารโครงการ เมื่อเทียบกับโครงการกรีนฟิลด์ (Greenfield) แบบดั้งเดิม ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนและระยะเวลาการพัฒนานานกว่า

แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านหลายโครงการที่สามารถลงนามสัญญาและเปิดให้บริการภายในปีเดียว อาทิ ดุสิต โฮเทล เอจี พาร์ค เมืองเฉิงตู ประเทศจีน, ดุสิตดีทู เฟย์ดู มัลดีฟส์ และ ทานตะวันเต็นท์แคมป์ จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของดุสิตธานีในการบริหารจัดการโครงการได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการรักษามาตรฐานการบริการในระดับสากล และการออกแบบประสบการณ์การเข้าพักให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างแบรนด์ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในตลาดต่างประเทศ โดยดุสิตธานีได้เปิดตัวและขยายแบรนด์ในกลุ่มระดับบนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เดวาราณา – ดุสิต รีทรีตส์, ดุสิต คอลเลคชั่น และ ดุสิต โฮเทลส์ เพื่อรองรับดีมานด์นักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์เฉพาะทาง ทั้งกลุ่มเวลเนสลักชัวรี โรงแรมลักชัวรีที่มีเอกลักษณ์ ไปจนถึงโรงแรมระดับบนในทำเลสำคัญ

ปี 2568 ยังนับเป็นปีแห่งการขยายฐานในหลายตลาดสำคัญของกลุ่มดุสิตธานี ทั้งการเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียเป็นครั้งแรก การต่อยอดการเติบโตในญี่ปุ่น อินเดีย และมัลดีฟส์ ตลอดจนการขยายธุรกิจสู่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดท่องเที่ยวที่ได้รับการจับตาจากนักลงทุนทั่วโลก ขณะที่ในอาเซียน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์และเมียนมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย ดุสิตธานียังเดินหน้าพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ควบคู่กับโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร อย่าง ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่พักอาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี อาคารสำนักงานระดับพรีเมียม และศูนย์การค้าระดับบน สะท้อนศักยภาพในการพัฒนาและบริหารโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน

ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานีมีโครงการในความดูแลรวม 296 แห่ง ใน 18 ประเทศ แบ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ท 58 แห่ง และวิลล่าหรูเพื่อการเช่า 238 แห่ง ครอบคลุม 9 แบรนด์ โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาและลงนามสัญญาแล้วกว่า 50 แห่ง ซึ่งจะทยอยเปิดให้บริการภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า

จากแรงส่งของผลการดำเนินงานในปี 2568 ทำให้ปี 2569 ถูกคาดหมายว่าจะเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของการเปิดโรงแรมใหม่ในหลายประเทศ และตอกย้ำบทบาทของกลุ่มดุสิตธานีในฐานะแบรนด์โรงแรมไทยที่สามารถขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

#DusitThaniกลุ่มดุสิตธานีดุสิตธานี
Comments (0)
Add Comment