สิงห์ เอสเตท (S) ชูศักยภาพพอร์ตโรงแรมในเครือ SHR จับเทรนด์ Holistic Travel หนุนไทยสู่ศูนย์กลาง Wellness Hub

102

ทิศทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกในปี 2569 กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเน้นปริมาณนักเดินทาง สู่การให้ความสำคัญกับ “คุณค่าของประสบการณ์” และผลกระทบเชิงบวก ทั้งต่อผู้เดินทาง จุดหมายปลายทาง และสิ่งแวดล้อม เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาวะ การเรียนรู้ และการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สิงห์ เอสเตท ตอกย้ำความพร้อมของธุรกิจโรงแรมในเครือ ในฐานะหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ผ่านการบริหารพอร์ตโรงแรมโดย บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ (SHR) ซึ่งมีโรงแรมและรีสอร์ตคุณภาพในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรอบด้าน

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แนวโน้มการท่องเที่ยวปี 2569 ชี้ชัดว่านักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มองหาประสบการณ์ที่สะท้อนคุณค่าความยั่งยืน และการเชื่อมโยงกับตัวตนมากยิ่งขึ้น พร้อมยังมองหาความสงบ ความเป็นส่วนตัว และการพักผ่อนเชิงลึกมากขึ้น เทรนด์ Holistic Travel จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบประสบการณ์โรงแรม นำเสนอกิจกรรม และบริการต่างๆ ที่ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดแผนปี 2569 ชู Amazing Thailand ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลาง Wellness & Medical Tourism ระดับโลก พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากปีที่ผ่านมา

สิงห์ เอสเตท มองธุรกิจโรงแรมเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 การพัฒนาโรงแรมให้ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นหัวใจในการทำธุรกิจให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน สิงห์ เอสเตทเดินหน้าขับเคลื่อนแบรนด์ SAii Hotels & Resorts ภายใต้แนวคิด “Peace of Mind is the Ultimate Luxury” หรือ “ทราย…ความสุขที่ตรงใจ” เพื่อตอบรับการท่องเที่ยวที่มุ่ง “กลับมาหาตัวเอง” ผ่านประสบการณ์การพักผ่อนอย่างมีสติ (Mindfulness Tourism) ที่ผสานธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น และจังหวะการพักผ่อนที่ไม่เร่งรีบ สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่เลือกเดินทางน้อยลง แต่ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า

ในเชิงปฏิบัติ โรงแรมในเครือ S Hotels & Resorts มุ่งสร้าง ประสบการณ์เฉพาะตัว (Signature Experiences) ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทาง อาทิ ทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ ที่เชื่อมโยงผู้เข้าพักกับธรรมชาติผ่านกิจกรรมเชิงประสบการณ์อย่าง Astro Moments หรือการดูดาวริมชายหาด ขณะที่ สันติบุรี เกาะสมุยนำเสนอแนวคิด Slow & Immersive Travel ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น โครงการ 100 Miles Dining ที่มีเมนูอาหารสร้างสรรค์มาจากการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น ส่วน ทราย ลากูน่า ภูเก็ต มุ่งส่งเสริมการดูแลตัวเองผ่านกิจกรรมเพื่อสุขภาพภายในรีสอร์ต อาทิ การวิ่งยามเช้า โยคะช่วงพระอาทิตย์ตก และเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่หลากหลาย ตอกย้ำแนวคิดการเดินทางที่มีความหมายและตอบโจทย์ทั้งกายและใจ

ขณะเดียวกัน พอร์ตโรงแรมในมัลดีฟส์ของกลุ่มบริษัท สะท้อนอีกมิติของเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2569 ผ่านแนวคิด Thoughtful Luxury ที่ผสานความหรูหราเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดย Marine and Maldives Discovery Centres ณ ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ (CROSSROADS Maldives) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านระบบนิเวศทางทะเล ถ่ายทอดความสำคัญของการอนุรักษ์ผ่านกิจกรรมเชิงการศึกษาและประสบการณ์จริง เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมกับธรรมชาติและเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง สร้างคุณค่าร่วมระหว่างผู้เดินทาง จุดหมายปลายทาง และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

“ในมุมมองอุตสาหกรรม การปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมให้สอดคล้องกับเทรนด์คุณภาพ สุขภาวะ และความยั่งยืน จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และช่วยยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย จากการเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม สู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างคุณค่าอย่างแท้จริง ด้วยศักยภาพพอร์ตโรงแรมที่แข็งแกร่งและกลยุทธ์ที่ยืนอยู่บนความเข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยว สิงห์ เอสเตท มองว่าธุรกิจโรงแรมในเครือจะยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพในปี 2569 และเป็นรากฐานที่มั่นคงให้ธุรกิจ และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายชัยรัตน์ กล่าวปิดท้าย