เจาะยุทธศาสตร์ MINT เมื่อยักษ์ใหญ่ขยับตัวด้วยโมเดล “Asset-Light” ดันกำไรพุ่งทุบสถิติ พร้อมลุยอินเดีย-อินโดนีเซียเต็มสูบ
หลังจากปี 2568 ที่ผ่านพ้นไปอย่างร้อนแรงด้วยกำไรจากการดำเนินงานที่พุ่งทะลุ 9,700 ล้านบาท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การทำกำไรสูงสุด แต่กำลังเปลี่ยนผ่านตัวเองสู่บทบาทใหม่ที่ “คล่องตัวและทำกำไรได้ยั่งยืนกว่าเดิม” ในปี 2569
ถอดรหัสความสำเร็จปี 2568 คุณภาพกำไรที่เหนือชั้น
ในปีที่ผ่านมา MINT พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจโรงแรมและอาหารของบริษัทฯ สามารถทำเงินได้อย่างไร้รอยต่อ
- กลุ่มโรงแรม (Minor Hotels): ผลงานโดดเด่นด้วยกำไรโต 32% โดยมีพระเอกคือประเทศไทยที่ RevPar พุ่ง 15% ทิ้งห่างคู่แข่ง รวมถึงการรุกตลาดมัลดีฟส์และยุโรปที่กลับมาคึกคัก
- กลุ่มอาหาร (Minor Food): ประสบความสำเร็จจากการแก้เกมในจีนและออสเตรเลีย พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น Sizzler โฉมใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพ ทำให้กำไรสุทธิตามงบการเงินโตถึง 19%
ปี 2569 เป้าหมายการเติบโตและการขยายทัพ
เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2569 MINT เตรียมตัวรับมือกับโอกาสใหม่ๆ ด้วยความมั่นใจ โดยมีแนวโน้มการเติบโตที่น่าจับตา:
- เป้าหมายกำไร: นักวิเคราะห์ประเมินการเติบโตต่อเนื่องสู่ระดับ 9,900 ล้านบาท (Core Profit)
- การบริหารต้นทุน: ด้วยวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น อัตราส่วนหนี้สินที่ลดลง และการขยายตัวแบบ Asset-Light จะทำให้บริษัทมี “กระสุน” (เงินสด) มากขึ้นในการลงทุนในโครงการใหม่ๆ
- พฤติกรรมผู้บริโภค: MINT มั่นใจในกลุ่ม Luxury ทั่วโลกที่ยังคงมีความถี่ในการเดินทางสูง ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของแบรนด์ในเครือ
ขายความเชี่ยวชาญ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน
ในปี 2569 MINT จะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเจ้าของสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว มาเป็นการเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร” เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่เสถียร (Fee-based Income):
- ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels):
- เร่งเครื่องสัญญาบริหาร: ตั้งเป้าลงนามสัญญาใหม่กว่า 25 แห่งในช่วงไตรมาสแรกของปี เน้นเจาะตลาดใหม่ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
- Branded Residences: โครงการระดับลักชัวรีอย่าง Kiara Reserve Phuket จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้ก้อนใหญ่และกระแสเงินสดจากการส่งมอบงานในปี 2569
- ไมเนอร์ ฟู้ด (Minor Food):
- ปักธงอินโดนีเซีย-อินเดีย: มุ่งสร้างอินโดนีเซียให้เป็นฮับธุรกิจอาหารประจำภูมิภาค พร้อมรุกตลาดอินเดียผ่านแบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder
- แฟรนไชส์เต็มรูปแบบ: ลดภาระการลงทุนเอง (CapEx) โดยหันไปใช้โมเดลแฟรนไชส์เพื่อขยายเครือข่ายอย่างรวดเร็วและคุ้มค่าที่สุด
ก้าวที่มั่นคงของ MINT
ปี 2569 ไม่ใช่ปีแห่งการขยายตัวแบบสุ่มเสี่ยง แต่คือปีแห่งการ “ตอกย้ำความเป็นมืออาชีพ” MINT กำลังใช้ความได้เปรียบของแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีสาขากว่า 65 ประเทศ เพื่อเปลี่ยนแรงส่งจากปี 2568 ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น โดยมีกลยุทธ์ “Asset-Light” เป็นเข็มทิศนำทาง
ด้วยความพร้อมทั้งด้านฐานะการเงินและศักยภาพของแบรนด์ระดับโลก ปี 2569 จึงเป็นบททดสอบที่น่าสนใจว่ายักษ์ใหญ่ตัวนี้จะเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสากลและทำกำไรในรูปแบบใหม่ได้สมบูรณ์แบบเพียงใด
นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT ให้ความเห็นว่า “ผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลายของ MINT และความสามารถของเราในการแปลงโมเมนตัมของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น เราก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความชัดเจนของการเติบโต ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และแรงส่งที่เร่งตัวของกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light”
“สำหรับไมเนอร์ โฮเทลส์ เราคาดว่าจะมีอีกหนึ่งปีที่สร้างสถิติใหม่ของการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมและสัญญา Master Agreement สำหรับการขยายโรงแรมในหลายโครงการควบคู่กับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) โดยปัจจุบันโครงการที่พักอาศัยหลายแห่งได้ถูกวางไว้เพื่อสนับสนุนรายได้ประจำในระยะยาว โดยคาดว่ายอดขายจากโครงการ Kiara Reserve Phuket มูลค่า 3 พันล้านบาท อยู่ในระดับมากกว่า 50% แล้ว และมีกำหนดส่งมอบครบในปี 2569 ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมให้กับบริษัท ขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ด เรายังเห็นโอกาสการขยายธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย จากแบรนด์ที่ขยายตัวได้ดีและความต้องการแฟรนไชส์ที่สูง เรายังคงมุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน และการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง”
MINT ไม่ได้เพียงแค่เติบโตตามกระแสการท่องเที่ยว แต่กำลังสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่ยั่งยืน ด้วยการบริหารจัดการเงินทุนอย่างมีวินัย และการส่งมอบประสบการณ์ระดับโลกผ่านโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ซึ่งนี่คือสูตรสำเร็จที่ทำให้ MINT ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก