ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2568 บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA รายงานผลประกอบการ “ทุบสถิติใหม่” ด้วยกำไรสุทธิ 1,284 ล้านบาท เติบโต 782.2% จากปีก่อน สะท้อนการเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
รายได้รวมอยู่ที่ 22,477 ล้านบาท ยอดขายรถยนต์ 11,814 คัน และมียอดจองคงค้าง (Backorder) 1,065 คัน รองรับการรับรู้รายได้ในช่วงถัดไป ขณะที่บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 0.11 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปี 0.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.7% ตอกย้ำความสามารถสร้างกระแสเงินสดควบคู่การเติบโต
“Core Profit” โต 369% คุณภาพกำไรยกระดับ
หากพิจารณากำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core Profit) อยู่ที่ 683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 369.1% EBITDA อยู่ที่ 2,424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.7% และ ROE ขยับขึ้นสู่ 15.3% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเติบโตจากธุรกิจหลักทั้งกลุ่มยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า บริการหลังการขาย ธุรกิจการเงิน และประกันภัย ซึ่งช่วยเสริมเสถียรภาพเชิงโครงสร้าง
ทั้งนี้ กำไรสุทธิรวมได้รับแรงหนุนจากกำไรตีมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของเงินลงทุนจำนวน 601.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษ (One-time Item) แต่สาระสำคัญอยู่ที่การขยายตัวของธุรกิจหลักที่เติบโตพร้อมกันหลายด้าน
พอร์ตแบรนด์โลก หนุนฐานรายได้ระยะกลาง–ยาว
MGC-ASIA เป็นผู้จำหน่ายแบรนด์ยานยนต์พรีเมียมระดับโลก อาทิ BMW และ MINI ซึ่งกำลังเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม “Neue Klasse” ที่เน้นแบตเตอรี่เจเนอเรชั่นใหม่ ประสบการณ์ดิจิทัล และแนวคิดความยั่งยืน
ความสำเร็จของรุ่น BMW i7 ในตลาดไทย สะท้อนศักยภาพการทำตลาดรถยนต์ลักชัวรี่ไฟฟ้า และช่วยรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มพรีเมียมได้อย่างต่อเนื่อง
ด้านกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้า บริษัทใช้แนวทาง Technology-led Differentiation เน้นจุดแข็งเทคโนโลยีและสมาร์ทฟีเจอร์ มากกว่าการแข่งขันด้านราคา ปัจจุบันบริษัทได้รับสิทธิ์นำเข้าและจัดจำหน่าย XPENG และเป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของ ZEEKR ซึ่งได้รับการตอบรับดีในปี 2568 มีบทบาทสำคัญในการยกระดับ Product Mix สู่กลุ่มที่มี Margin สูง สนับสนุนการเติบโตเชิงคุณภาพ
บริการ–การเงิน–ประกัน เสริมฐานกำไรระยะยาว
ธุรกิจบริการหลังการขายของ BMW, MINI และ Honda รวมถึง MMS ศูนย์บริการครบวงจร 19 สาขา สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง ขณะที่เครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 120 สาขาในไทย และรวม 130 สาขาในภูมิภาค (รวมเครือข่าย SIXT ในลาวและมาเลเซีย) ช่วยขยายการเข้าถึงตลาดโดยใช้โมเดล Strategic Alliance ลดภาระลงทุนโดยตรง
ธุรกิจการเงินและประกันภัยฟื้นตัวชัด โดยพอร์ตสินเชื่อ Alpha X เจาะกลุ่ม High Net Worth ผ่าน Wealth Lending และ Howden Maxi มีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยครบทั้ง 3 ประเภท
ธุรกิจรถเช่า SIXT Thailand เติบโตต่อเนื่อง และเป็นผู้บุกเบิกบริการเช่ารถ EV ระดับพรีเมียมรายแรกในไทย โดยเพิ่มรถ XPENG และ ZEEKR ทั้งแบบเช่าระยะสั้นและระยะยาว เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อ สร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจเช่าและจำหน่าย พร้อมบริหารอายุสินทรัพย์เพื่อรักษาผลตอบแทน
โฟกัส “คุณภาพกำไร” มากกว่าตัวเลขปีเดียว
แม้ปี 2568 จะเป็นปีที่สร้างสถิติกำไรสูงสุดใหม่ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การยกระดับ “คุณภาพของกำไร” ผ่านโครงสร้างธุรกิจที่เชื่อมโยงครบวงจร ตั้งแต่จำหน่ายรถ พรีเมียม–EV การเงิน ประกัน บริการหลังการขาย และรถเช่า
ภายใต้บริบทตลาดรถยนต์ที่กำลังปรับสมดุล และการแข่งขันในกลุ่ม EV ที่เข้มข้น MGC-ASIA มองว่าความได้เปรียบจากพอร์ตแบรนด์ระดับโลก การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และฐานรายได้ประจำที่เพิ่มขึ้น จะช่วยหนุนการเติบโตระยะกลางถึงระยะยาวอย่างต่อเนื่อง
“เราเติบโตบนพื้นฐานความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง และการบริหารอย่างมีวินัย เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน” ดร.สัณหวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย