วิริยะประกันภัย ครองแชมป์วินาศภัยปีที่ 34 เบี้ยปี 68 ทะลุ 4.29 หมื่นล้าน โต 5% ตั้งเป้าปี 69 แตะ 4.46 หมื่นล้าน

523

ชูศักยภาพบริหารสินไหมรับมือภัยพิบัติ-Climate Risk เดินหน้าใช้ AI และ Data Driven ยกระดับบริการครบวงจร ตอกย้ำฐานะผู้นำตลาดประกันวินาศภัยไทย

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงจากภาวะ Climate Change รวมถึงความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ “วิริยะประกันภัย” ยังคงตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดประกันวินาศภัยของไทย ด้วยศักยภาพการบริหารจัดการสินไหมทดแทนและการรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่ พร้อมประกาศเป้าหมายปี 2569 เดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่อง ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 44,646 ล้านบาท

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้กับสังคมไทยอย่างมั่นคง ภายใต้เจตนารมณ์ “วิริยะประกันภัย เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต มุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน” แม้ต้องเผชิญปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ผันผวน ภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ตลอดจนเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในวงกว้าง

นายอมร ทองธิว

ตลอดปี 2568 ประเทศไทยเผชิญเหตุการณ์ภัยพิบัติสำคัญหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเมียนมา ซึ่งรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพฯ สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยของอาคารสูง ขณะเดียวกันยังเกิดมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าว ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 79 ปี และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการภัยพิบัติในทุกระดับ โดยเฉพาะการบริหารจัดการสินไหมจากเหตุอุทกภัย ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา

หนึ่งในกลไกสำคัญคือ “ปฏิบัติการ First AID” ที่วิริยะประกันภัยใช้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมากกว่าทศวรรษ ครอบคลุมการสำรวจและประเมินความเสียหาย การประสานเครือข่ายรถยกลากเพื่อกู้รถยนต์จากพื้นที่น้ำท่วม การจัดซ่อมผ่านเครือข่ายศูนย์ซ่อมมาตรฐาน รวมถึงการให้บริการผ่านสาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนกว่า 160 แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

นอกจากนี้ บริษัทยังประสานพลังเครือข่าย วิริยะจิตอาสา ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดทำถุงยังชีพและมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ในด้านผลประกอบการ ปี 2568 วิริยะประกันภัยยังคงรักษาตำแหน่ง ผู้นำตลาดประกันวินาศภัยของไทยเป็นปีที่ 34 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 14.64% โดยมีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 42,923 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อนหน้า

โครงสร้างเบี้ยประกันแบ่งเป็น

  • ประกันภัยรถยนต์ (Motor) 37,654 ล้านบาท เติบโต 5%
  • ประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) 5,269 ล้านบาท เติบโต 09%

ขณะที่ฐานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง ด้วยสินทรัพย์รวม 68,166 ล้านบาท และอัตราความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) อยู่ที่ 357.21% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 44,646 ล้านบาท เติบโตประมาณ 4% โดยแบ่งเป็น

  • Motor 38,865 ล้านบาท เติบโต 3%
  • Non-Motor 5,780 ล้านบาท เติบโต 7%

ในด้านกลยุทธ์การดำเนินงาน วิริยะประกันภัยเตรียมเดินหน้ายกระดับบริการในทุกมิติ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การรับประกันภัย การเคลมสินไหม ไปจนถึงการเชื่อมโยงข้อมูลกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้บริการได้รวดเร็ว แม่นยำ และเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

ขณะเดียวกันยังพัฒนาบริการภายใต้แนวคิด One Stop Service เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้ครบวงจร ผ่านทั้งช่องทางศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์สายด่วน 1557 และระบบออนไลน์แบบ Self Service ผ่าน LINE Official

บริษัทฯ ยังพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการอย่างต่อเนื่อง อาทิ

  • E-Agency ระบบสนับสนุนการทำงานของตัวแทน
  • V-Inspection บริการตรวจสภาพรถก่อนทำประกันด้วย AI
  • VClaim on VCall บริการเคลมผ่านวิดีโอคอล ครอบคลุมทุกจังหวัด
    รวมถึงเตรียมเปิดบริการ Fast Track Claim สำหรับค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายได้จากการนอนโรงพยาบาล

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด Data Driven โดยนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์พฤติกรรมและความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญขององค์กร ทั้งการสร้าง Employee Engagement การวางเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ การพัฒนาทักษะเฉพาะทาง ตลอดจนการเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ เช่น เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและ AI

ทั้งหมดดำเนินควบคู่กับแนวทางการบริหารธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรในระยะยาว และพร้อมรับมือความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

“การพัฒนาในทุกมิติสะท้อนพันธกิจสำคัญของวิริยะประกันภัยในการทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้กับสังคมไทย บนพื้นฐาน DNA ขององค์กรที่ยึดมั่นว่า ‘ความเป็นธรรม คือ นโยบาย’ พร้อมเคียงข้างลูกค้าและสังคมไทยในทุกวิกฤตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายอมร กล่าว