‘ฮอร์มุซสะเทือนโลก’ วิกฤตพลังงานกดเศรษฐกิจไทยหลายชั้น เสี่ยงโตต่ำ เงินเฟ้อเร่ง

1,412

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ต่อเศรษฐกิจโลก และเริ่มส่งแรงกระแทกชัดเจนมายังไทย ผ่านทั้งราคาพลังงาน ซัพพลายเชน และภาคการเดินทาง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วง 1–3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะกดดันให้เศรษฐกิจไทยสูญเสียการเติบโต 0.2–0.7% พร้อมดันเงินเฟ้อเร่งตัวเข้าใกล้กรอบบนของธนาคารแห่งประเทศไทย

‘ฮอร์มุซ’ จุดเปลี่ยนสมดุลพลังงานโลก

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า แม้อิหร่านจะมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันเพียง 4% ของโลก แต่ ‘ความเสี่ยงที่แท้จริง’ อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานคิดเป็นกว่า 20% ของการใช้ทั่วโลก

เมื่อเส้นทางดังกล่าวเผชิญความไม่แน่นอน ไม่เพียงน้ำมัน แต่ยังรวมถึง LNG ปิโตรเคมี และปุ๋ย จะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยพุ่งแรง จนกระทบต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าในหลายอุตสาหกรรม

ภาพที่เกิดขึ้นคือแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง สะท้อนความเสี่ยงของภาวะ ‘Stagflation’ ที่เริ่มกลับมาอยู่ในเรดาร์อีกครั้ง

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ

เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดัน 3 ช่องทางหลัก

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ ‘Downside Risk’ ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยแรงกระแทกหลักเกิดผ่าน 3 ช่องทาง

  • พลังงานและเงินเฟ้อ: ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานกว่า 70% และส่วนใหญ่ผ่านเส้นทางฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนพลังงานส่งผ่านสู่เงินเฟ้ออย่างรวดเร็ว
  • การค้าและโลจิสติกส์: เส้นทางขนส่งถูกรบกวน ต้องอ้อมเส้นทาง ใช้เวลานานขึ้น 10–15 วัน พร้อมต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • การท่องเที่ยว: ต้นทุนการบินสูงขึ้น กระทบการเดินทางระยะไกล

ภายใต้กรณีฐาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตลดลง 0.2–0.7% แต่ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันยืนเหนือ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทย ‘ไม่เติบโต’ ก็มีนัยสำคัญ

‘ยานยนต์–อิเล็กทรอนิกส์’ รับแรงกดดันพร้อมกัน

ดร. รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ระบุว่า อุตสาหกรรมหลักของไทยซึ่งคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออก กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายนอกและโครงสร้างตลาด

ยานยนต์ ตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนราว 20% ของการส่งออก กำลังชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะที่ได้รับผลกระทบสูง ส่งผลให้การส่งออกมีแนวโน้มลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน และทั้งปีอาจหดตัวราว 8.1% ท่ามกลางแรงกดดันเพิ่มเติมจากภาษีการค้าและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

อิเล็กทรอนิกส์ แม้ยังมีแรงหนุนจากกระแสลงทุน AI และ Data Center แต่ต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะทองแดง เม็ดพลาสติก และฮีเลียม ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 25% ของต้นทุนการผลิต กำลังกดดันความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ดีมานด์โลกเริ่มชะลอตัว

ภาพรวมคาดว่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตได้ราว 11.5% แต่ชะลอลงจากฐานสูงในปีก่อน

ท่องเที่ยวเผชิญแรงบีบ ‘ต้นทุน–เส้นทาง–ดีมานด์’

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดระยะไกล กำลังเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก

  1. เส้นทางการบินจำกัด ต้องอ้อมพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ระยะเวลาบินยาวขึ้น
  2. ราคาน้ำมันเครื่องบินปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  3. จำนวนเที่ยวบินลดลง ทำให้ราคาตั๋วปรับสูง

แม้ปัจจุบันยังเป็นช่วง Low Season แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงช่วง High Season ปลายปี อาจทำให้นักท่องเที่ยวระยะไกลหายไปมากกว่า 1 ล้านคน และสูญเสียรายได้ราว 80,000 ล้านบาท

SME เปราะบางสูงสุดในโครงสร้างต้นทุน

ในมิติภาคธุรกิจ ผลกระทบกำลังเกิดขึ้นทั้งด้าน ‘ต้นทุน’ และ ‘รายได้’ พร้อมกัน โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาพลังงาน ขนส่ง ปุ๋ย และพลาสติก ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนเฉลี่ยราว 11% แต่บางธุรกิจสูงถึง 30–40%

SME จึงเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด จากข้อจำกัดด้านเงินทุนและอำนาจต่อรอง โดยเผชิญทางเลือกที่ยากระหว่าง ‘ขึ้นราคา’ หรือ ‘รับต้นทุน’ ซึ่งล้วนกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร

วิกฤตซ้อนวิกฤต เศรษฐกิจไทยเข้าสู่โหมดเปราะบาง

วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้สะท้อนชัดว่า ‘เส้นทางขนส่ง’ คือคอขวดสำคัญของเศรษฐกิจโลก และเป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบกว้างไกลกว่าที่ประเมิน สำหรับไทย แรงกระแทกกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น การส่งออกที่ชะลอ และรายได้จากการท่องเที่ยวที่มีความไม่แน่นอน

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับ ‘ระยะเวลาของวิกฤต’ และ ‘ทิศทางราคาพลังงานโลก’ เป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถประคองตัวได้ หรือเผชิญแรงกดดันยืดเยื้อในระยะถัดไป