กสิกรไทยโชว์กำไรครึ่งปีแรก 2.79 หมื่นล้าน รับมือเศรษฐกิจผันผวน เดินหน้า AI-Productivity เสริมแกร่งธุรกิจ

67

กสิกรไทย เปิดผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยธนาคารยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 ควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร (Productivity) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้าและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวจากไตรมาสแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง กระทบต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ขณะที่การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้จำกัดจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะยังเติบโตได้ดี แต่สินค้าส่งออกหลายกลุ่มเริ่มชะลอตามภาวะเศรษฐกิจโลก

สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี ธนาคารประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวจากแรงสนับสนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐและการใช้จ่ายภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาพลังงาน ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ปัญหาภัยแล้งจากเอลนีโญ รวมถึงข้อจำกัดด้านการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งอาจทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งปีต่ำกว่าปีก่อน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยยึดยุทธศาสตร์ 3+1 และการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรเป็นแกนหลัก พร้อมยกระดับแนวคิด Customer Centric หรือการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกมิติ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพของธุรกิจและช่วยประคับประคองลูกค้าในช่วงเศรษฐกิจผันผวน

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

กำไรครึ่งปีโต 6.22% แม้รายได้ดอกเบี้ยลดลง

ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.22% หรือ 1,635 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หากไม่รวมรายได้พิเศษจากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 26,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.25% สะท้อนผลการดำเนินงานหลักที่ยังเติบโตได้ แม้อยู่ในภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 63,390 ล้านบาท ลดลง 9.55% จากผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามทิศทางตลาด รวมถึงมาตรการช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ลูกค้า ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ลดลงมาอยู่ที่ 2.91% จาก 3.36% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) การขายผลิตภัณฑ์ประกัน และรายได้จากการลงทุนที่สอดคล้องกับภาวะตลาด

เดินหน้า AI เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนต่อเนื่อง

ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 40,030 ล้านบาท ลดลง 2.02% ส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 40.33% ธนาคารระบุว่าเป็นผลจากการเดินหน้ากลยุทธ์ Productivity อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การบริหารทรัพยากรบุคคล และการนำเทคโนโลยีรวมถึง AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ตั้งสำรองสูงต่อเนื่อง รองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ

แม้ผลประกอบการเติบโต แต่กสิกรไทยยังคงยึดหลักความระมัดระวัง โดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss : ECL) จำนวน 19,842 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน คิดเป็น Credit Cost ที่ 1.58% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายทั้งปีที่ 1.40-1.60% ในไตรมาส 2 ธนาคารตั้งสำรองอีก 10,019 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากทั้งเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศที่ยังมีความผันผวนสูง

ฐานะการเงินแข็งแกร่ง NPL คุมได้

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 4.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปี 2568 จากการขยายตัวของเงินลงทุนและสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ตามกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพ อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.18% ขณะที่ Coverage Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 173.90% สะท้อนความแข็งแกร่งของเงินสำรองรองรับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ ด้านเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel III ยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ที่ 19.24% ซึ่งสูงกว่าระดับขั้นต่ำตามเกณฑ์กำกับดูแล และรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะต่อไป