SCGD โชว์กำไรไตรมาส 2 และครึ่งปีแรก 2569 โตต่อเนื่อง เดินหน้าทรานส์ฟอร์มไทย–เวียดนาม ผนึกพันธมิตรจีนรุก Smart Toilet
SCGD เผยผลประกอบการไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของปี 2569 (ไม่รวมรายการพิเศษ) เติบโตต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 มี Adjusted EBITDA 805 ล้านบาท กำไร 268 ล้านบาท อนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.155 บาทต่อหุ้น เร่งทรานฟอร์มธุรกิจเสริมความแข็งแกร่งระยะยาว ด้วยกลยุทธ์เชิงรุกระยะ 2 ปี (2569-2570) ผ่านการขยายกำลังการผลิตเวียดนาม การเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตในประเทศไทย แข่งขันสินค้านำเข้า พร้อมจับมือพันธมิตรจีนพัฒนา Smart Toilet คุณภาพสูง รองรับการเติบโตของตลาดธุรกิจสุขภัณฑ์
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกปี 2569 ผลการดำเนินงาน SCGD เติบโต โดยไม่รวมค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการด้อยค่าสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจจากโครงการรวมศูนย์การผลิตในไทย (Plant Consolidation) โดยไตรมาส 2 มีรายได้จากการขาย 5,370 ล้านบาท พร้อมรักษาความสามารถในการทำกำไร โดยมี Adjusted EBITDA 805 ล้านบาท และมีกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท (Adjusted Profit attributable to Owners of the Company) 268 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 10,922 ล้านบาท Adjusted EBITDA 1,566 ล้านบาท และกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท (Adjusted Profit attributable to Owners of the Company) 500 ล้านบาท เป็นผลจากรายได้ที่ต่างประเทศที่เติบโตโดยเฉพาะในเวียดนาม การบริหารจัดการต้นทุนเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน และการบริหารการเงินอย่างรัดกุม ส่งผลให้สามารถรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้ ทั้งนี้ รายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (One-time expense) และเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด (Non-cash items)”
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก SCGD เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกระยะ 2 ปี (2569-2570) เสริมความสามารถการแข่งขัน และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว ผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1) โครงการขยายกำลังการผลิตในเวียดนามเดินหน้าตามแผน รองรับการเติบโตทั้งในภูมิภาคและตลาดส่งออก สอดคล้องกับกลยุทธ์ให้ PRIME เวียดนามเป็นฐานผลิตส่งออก หลัง PRIME มีปริมาณการขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 และปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 71 เทียบปีก่อน โดยหากโครงการแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ปี 2570 PRIME จะมีสัดส่วนกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนเพิ่มเป็นประมาณร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตรวม
2) ยกระดับฐานการผลิตในไทย พร้อมเดินหน้าจับมือพันธมิตรใหม่ ผ่านโครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลน พร้อมลงทุนสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ที่ใช้ระบบ Automation ซึ่งหากโครงการนี้แล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ปี 2570 จะช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยได้ประมาณร้อยละ 16-20 และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ยังได้เดินหน้าสู่ธุรกิจสุขภัณฑ์อัจฉริยะผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างสยามซานิทารีแวร์ ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ชั้นนำในแบรนด์ COTTO กับพันธมิตรจีน (Axent Switzerland AG) เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบ สุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart toilet) และสุขภัณฑ์ไร้ถังพักน้ำ (Tankless toilet) ในไทย ด้วยกำลังการผลิต 96,000 ชิ้นต่อปี รองรับตลาดที่จะเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจสุขภัณฑ์
นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD กล่าวว่า “SCGD ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตผ่านการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการบริหารต้นทุน การบริหารกระแสเงินสด และการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ โดยมีรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 9,218 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25 ของสินทรัพย์รวม และมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.4 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.2 เท่า สะท้อนความยืดหยุ่นทางการเงิน พร้อมรองรับแผนการลงทุนในอนาคต”
นอกจากนี้ SCGD ยังบริหารพอร์ตสินค้าใหม่ และสินค้าเกี่ยวเนื่องหลากหลาย เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค โดยผลักดันยอดขายสินค้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในไทยและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ SCGD เร่งขยายธุรกิจในอาเซียน โดยเพิ่มเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายสินค้าสุขภัณฑ์ในต่างประเทศ ส่งผลให้ยอดขายสุขภัณฑ์ในอาเซียนเติบโตขึ้นเทียบปีก่อน
นายนำพล มลิชัย กล่าวปิดท้าย “SCGD ได้รับการคัดเลือกให้เข้าอยู่ในทำเนียบ “บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน (ESG Emerging List)” และได้รับคัดเลือกเป็นหลักทรัพย์ใน Universe ของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี จากการประเมินโดยหน่วยงาน ESG Rating ของสถาบันไทยพัฒน์ สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการเป็นผู้นำธุรกิจควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 ในอัตรา 0.155 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 256 ล้านบาท (อัตราส่วนการจ่ายปันผลที่ร้อยละ 60 จากกำไรสุทธิที่ไม่รวมการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ) โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 5 สิงหาคม 2569 และกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 4 สิงหาคม 2569”