SCG ครึ่งปีแรก 2569 ฟื้นแกร่ง EBITDA โต 35% เดินเกมลดต้นทุน–ปรับพอร์ตธุรกิจ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

133

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ เอสซีจี (SCG) ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง โดยผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 สะท้อนผลลัพธ์จากการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด และเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ส่งผลให้ Adjusted Cash EBITDA เติบโตถึง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

กลยุทธ์เชิงรุก หนุนผลประกอบการเติบโต

เอสซีจีรายงานว่า ครึ่งปีแรก 2569 มี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 259,570 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 17,758 ล้านบาท ส่วนกำไรจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 12,649 ล้านบาท สะท้อนประสิทธิภาพของกลยุทธ์บริหารธุรกิจในภาวะตลาดที่ยังผันผวน

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ระบุว่า บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนพลังงาน การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งใหม่เพื่อลดความเสี่ยง การรักษาวินัยทางการเงิน รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจและขยายสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Products: HVA) พร้อมนำเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในฐานการผลิตทั่วอาเซียน

3 ธุรกิจหลักฟื้นตัวพร้อมกัน

ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเกิดจากการเติบโตของทั้งสามกลุ่มธุรกิจหลัก

ธุรกิจซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ได้แรงหนุนจากโครงการลงทุนภาครัฐในไทย รวมถึงตลาดเวียดนามและอินโดนีเซียที่ยังขยายตัว ขณะที่บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กร รวมธุรกิจภายใต้แบรนด์เดียว เพิ่มประสิทธิภาพการขายและลดต้นทุน พร้อมขยายสินค้ากลุ่ม Smart Value Products และวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ รองรับความต้องการด้านความยั่งยืนของตลาด

ด้านธุรกิจเคมิคอลส์ แม้เผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่สามารถบริหารจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการเพิ่มยอดขายสินค้า HVA และปรับประสิทธิภาพโรงงาน ส่งผลให้ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้น โดยบริษัทยังเดินหน้าลงทุนโครงการเพิ่มการใช้ก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลดต้นทุนในระยะยาว

ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่พลิกกลับมาทำกำไร และเวียดนามที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทเร่งใช้ AI และระบบอัตโนมัติยกระดับการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมาย ESG ของลูกค้า

จ่ายปันผล 3.50 บาทต่อหุ้น สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่ง

จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 3.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท หรือประมาณ 24% ของกำไรครึ่งปีแรก โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 5 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 สิงหาคม 2569

ครึ่งปีหลังยังท้าทาย แต่มั่นใจเติบโตต่อ

แม้เอสซีจีประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านราคา เงินเฟ้อ และต้นทุนพลังงานที่ผันผวน แต่บริษัทเชื่อว่ากลยุทธ์ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคาดว่า Adjusted Cash EBITDA ตลอดทั้งปีจะสูงกว่าปี 2568

ในปี 2570 เอสซีจียังเตรียมเดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซอีเทนในเวียดนาม การขยายความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ การบริหารฐานการผลิตระดับภูมิภาค และการใช้เทคโนโลยี AI กับระบบอัตโนมัติเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว