Pet Economy 2026 ตลาดแสนล้านที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการบริโภคของคนไทย

60

เมื่อ “สัตว์เลี้ยง” ไม่ใช่เพียงเพื่อนร่วมบ้าน แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ชะลอตัวและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าอย่างเปราะบาง คำถามสำคัญของภาคธุรกิจไม่ใช่เพียงว่า “ผู้บริโภคจะใช้จ่ายน้อยลงหรือไม่” แต่คือ “ผู้บริโภคยังยอมจ่ายเพื่ออะไร”

คำตอบของคำถามนี้กำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านอุตสาหกรรมหนึ่งที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ Pet Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้จ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยง

แม้หลายธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่ตลาดสัตว์เลี้ยงกลับขยายตัวอย่างมั่นคง จากธุรกิจอาหารสัตว์ในอดีต สู่ระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงธุรกิจอาหาร สุขภาพ การแพทย์ ประกันภัย การเงิน ค้าปลีก การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุดของเศรษฐกิจไลฟ์สไตล์ไทย

นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่า มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยกำลังเข้าใกล้ระดับ หนึ่งแสนล้านบาท และยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เจ้าของยินดีใช้จ่าย “ต่อสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัว” มากขึ้นกว่าที่เคยเป็น

นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของโครงสร้างการบริโภคไทย

ในอดีต การเลี้ยงสัตว์เป็นเรื่องของความผูกพัน ความเพลิดเพลิน หรือการเฝ้าบ้าน แต่ปัจจุบัน สัตว์เลี้ยงได้เปลี่ยนสถานะเป็น “สมาชิกของครอบครัว” อย่างเต็มรูปแบบ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงจึงไม่ได้วัดด้วยคุณค่าทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นคุณค่าทางอารมณ์ ความรัก และความรับผิดชอบ

แนวคิด Pet Humanization และ Pet Parent จึงไม่ได้เป็นเพียงศัพท์ทางการตลาด หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตคนไทยอย่างแท้จริง เจ้าของจำนวนมากดูแลสัตว์เลี้ยงด้วยมาตรฐานเดียวกับการดูแลคนในครอบครัว ตั้งแต่การเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ การตรวจสุขภาพประจำปี การรักษาโรคเฉพาะทาง การทำประกันสุขภาพ ไปจนถึงการจัดหาพื้นที่พักผ่อน โรงแรม คาเฟ่ และกิจกรรมที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยง

การใช้จ่ายเหล่านี้เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย แต่วันนี้กลับกลายเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานของครัวเรือนจำนวนไม่น้อย

เบื้องหลังการเติบโตของ Pet Economy ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทยอย่างชัดเจน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ขณะที่อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ครอบครัวมีขนาดเล็กลง คนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลง หลายคู่เลือกไม่มีบุตร หรือใช้ชีวิตแบบอิสระในเมืองใหญ่ สัตว์เลี้ยงจึงเข้ามาเติมเต็มบทบาทของสมาชิกในบ้าน เป็นเพื่อนคลายความเหงา เป็นกำลังใจ และเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ในครอบครัว

เมื่อความผูกพันมีมูลค่าทางอารมณ์สูงขึ้น การใช้จ่ายก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

เจ้าของจำนวนมากอาจลดการซื้อสินค้าแฟชั่น ชะลอการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ หรือเลื่อนแผนการท่องเที่ยวออกไป แต่กลับไม่ลังเลที่จะจ่ายเพื่ออาหารคุณภาพสูง ค่ารักษาพยาบาล หรือผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยง เพราะมองว่านั่นคือ “ความรับผิดชอบ” มากกว่าการบริโภคเพื่อความพึงพอใจ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย “คุณค่าทางอารมณ์” มากกว่าปัจจัยด้านราคา ผู้บริโภคไม่ได้เลือกสินค้าที่ถูกที่สุด แต่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสมาชิกสี่ขาของบ้าน

ข้อมูลจากบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี สะท้อนแนวโน้มนี้ได้อย่างชัดเจน ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดสัตว์เลี้ยงช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 มีมูลค่ารวมกว่า 602 ล้านบาท เติบโต 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เฉพาะเดือนมิถุนายนมียอดใช้จ่ายกว่า 101 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะเป็นช่วงที่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังในหลายหมวดสินค้า

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงมีความยืดหยุ่นต่อภาวะเศรษฐกิจสูงกว่าหลายอุตสาหกรรม เพราะเจ้าของพร้อมลดค่าใช้จ่ายของตนเอง แต่ยังคงรักษามาตรฐานการดูแลสัตว์เลี้ยงไว้เช่นเดิม

นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี กล่าวว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการเติบโตของยอดใช้จ่าย แต่คือการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมผู้บริโภค จากการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นเพื่อน สู่การดูแลสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับหลายประเทศที่อุตสาหกรรม Pet Economy กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่าผลกระทบของ Pet Economy ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธุรกิจสัตว์เลี้ยงโดยตรง แต่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน ศูนย์การค้าแข่งขันกันสร้างพื้นที่ Pet Friendly โรงแรมและรีสอร์ตเปิดบริการรองรับการเข้าพักพร้อมสัตว์เลี้ยง ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยออกแบบพื้นที่สีเขียวและโซนกิจกรรมสำหรับสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ลงทุนในเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย บริษัทประกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะด้าน ขณะที่สถาบันการเงินเริ่มออกแบบแคมเปญและสิทธิประโยชน์เพื่อรองรับการใช้จ่ายของกลุ่ม Pet Parent

นี่คือสัญญาณว่าตลาดสัตว์เลี้ยงกำลังขยายตัวจาก “อุตสาหกรรมเฉพาะทาง” ไปสู่ “ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงหลายธุรกิจเข้าด้วยกัน

หากมองไปข้างหน้า การแข่งขันจะไม่ได้อยู่ที่การขายอาหารสัตว์หรืออุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการแข่งขันในการสร้าง Pet Ecosystem ที่เชื่อมโยงทุกบริการเข้าหากัน ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การเงิน ประกันภัย เทคโนโลยี การท่องเที่ยว การอยู่อาศัย และบริการดิจิทัล เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งสัตว์เลี้ยงและเจ้าของอย่างครบวงจร

ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังมองหาเครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต Pet Economy จึงไม่ใช่เพียงตลาดของคนรักสัตว์ หากกำลังกลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างชัดเจนที่สุด

เพราะสิ่งที่กำลังเติบโต ไม่ใช่แค่ยอดขายอาหารสัตว์ ไม่ใช่จำนวนคลินิกรักษาสัตว์ หรือยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น หากแต่เป็น “คุณค่าของความสัมพันธ์” ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายของครัวเรือนไทย และกำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ให้กับผู้ประกอบการในแทบทุกอุตสาหกรรม

เมื่อเศรษฐกิจแห่งอนาคตขับเคลื่อนด้วยคุณภาพชีวิต ประสบการณ์ และความผูกพัน ตลาดสัตว์เลี้ยงจึงไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจดาวรุ่งอีกต่อไป หากกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย ที่น่าจับตาที่สุดในทศวรรษนี้

KAOUPDATE Insight

การเติบโตของ Pet Economy กำลังสะท้อนบทเรียนสำคัญของโลกธุรกิจว่า “อารมณ์” กลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้มากขึ้น ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากคุณค่าที่สินค้าและบริการสร้างให้กับชีวิต ผู้ประกอบการที่เข้าใจความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง และสามารถออกแบบระบบนิเวศของสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความสัมพันธ์ดังกล่าว จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในตลาดแห่งอนาคต ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังเผชิญความผันผวน