การเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทยไม่ใช่เพียงโจทย์ด้านสาธารณสุขอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสนามแข่งขันใหม่ของธุรกิจดิจิทัล โดยเฉพาะตลาดเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ ผู้สูงวัย และการแพทย์ทางไกล หรือ Longevity Tech
ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรู แล็บ จึงเดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมผ่านโครงการ True Innovation Launchpad 2026 ภายใต้แนวคิด “Healthy Longevity Tech for Super-Aged Society” ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อดึงศักยภาพคนรุ่นใหม่มาพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้สูงวัย ตั้งแต่การป้องกันโรค การตรวจคัดกรอง ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน
โครงการปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 945 คน จาก 37 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ส่งไอเดียเข้าประกวดรวม 203 ผลงาน ก่อนคัดเหลือ 5 ทีมสุดท้ายที่ได้รับทุนพัฒนาต้นแบบต่อยอดสู่การใช้งานจริง
สังคมสูงวัย จากภาระต้นทุน สู่ตลาดใหม่ของเศรษฐกิจสุขภาพ
ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และคาดว่าภายในปี 2030 ผู้สูงวัยจะมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ ขณะที่ขนาดครัวเรือนเล็กลง จำนวนแรงงานลดลง และภาระการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นี่คือเหตุผลที่โจทย์การสูงวัยในวันนี้ไม่ได้อยู่แค่การเพิ่ม Lifespan หรืออายุขัย แต่ต้องยกระดับ Healthspan ให้คนมีช่วงชีวิตที่แข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองได้ และลดการพึ่งพาระบบการรักษาในระยะยาว
ในเชิงธุรกิจ ความเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเปิดพื้นที่ให้บริการสุขภาพดิจิทัลเติบโต ตั้งแต่ AI คัดกรองโรค อุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพ แพลตฟอร์มดูแลผู้สูงวัยที่บ้าน ไปจนถึงระบบเชื่อมข้อมูลระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว อสม. และบุคลากรทางการแพทย์
สำหรับทรู การจัดโครงการครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีประกวดไอเดีย แต่เป็นการสร้างฐานนวัตกรรมและบุคลากรสำหรับตลาดสุขภาพดิจิทัลในอนาคต ผ่านการนำโจทย์ทางสังคมมาเชื่อมกับเทคโนโลยี โครงข่ายดิจิทัล และความร่วมมือจากพันธมิตรหลายภาคส่วน
ทรูจึงต้องการให้คนรุ่นใหม่ได้เปลี่ยนความเข้าใจด้านเทคโนโลยีและมุมมองใหม่ต่อปัญหา ให้กลายเป็นต้นแบบและโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง สร้างคุณค่าระยะยาวแก่ผู้สูงวัยและสังคมไทย
5 ทีมสุดท้าย กับโมเดลเทคโนโลยีลดภาระระบบสุขภาพ
5 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายสะท้อนทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรม HealthTech คือการใช้ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยให้การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และต้นทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
CS-M Tool จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาแพลตฟอร์ม AI คัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจระยะเริ่มต้นจากเสียงการเต้นของหัวใจ ผ่านหูฟังแพทย์และแอปพลิเคชัน วิเคราะห์ความเสี่ยงภายใน 20 วินาที ช่วยขยายโอกาสการเฝ้าระวังโรคหัวใจสู่ระดับชุมชน
InSight Out จากมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนา “CheeCare” แพลตฟอร์ม AI วิเคราะห์ผลตรวจปัสสาวะจากภาพถ่ายผ่าน LINE ก่อนแปลงข้อมูลสุขภาพเป็นคำแนะนำที่ผู้ใช้งานเข้าใจได้ง่าย ตอบโจทย์การเฝ้าระวังสุขภาพเชิงป้องกัน
W.I.S.P.E.R. จากมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาหูฟังแพทย์ดิจิทัลที่ใช้ AI วิเคราะห์เสียงปอดและประเมินความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ รองรับการตรวจคัดกรองระยะแรกและการดูแลรักษาทางไกล
แฮกกะตุ้ย จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พัฒนา “TrueCare Signal” แพลตฟอร์ม AI ที่ติดตามสุขภาวะผู้สูงวัยผ่านโทรศัพท์และ LINE วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม และแจ้งเตือนครอบครัวก่อนปัญหาสุขภาพลุกลาม
Innosenses ทีมความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยรังสิต สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พัฒนา “เยี่ยมเพื่อน” ผู้ช่วย AI สำหรับ อสม. เพื่อช่วยสนทนา คัดกรองความเสี่ยง เก็บข้อมูล และสรุปรายงานสุขภาพระหว่างการเยี่ยมบ้าน เพิ่มความเร็วในการส่งต่อผู้สูงวัยเข้าสู่ระบบรักษา
จากเวทีประกวด สู่การพิสูจน์โมเดลธุรกิจ
ทั้ง 5 ทีมจะเข้าสู่โปรแกรมพัฒนาต้นแบบเป็นเวลา 12 สัปดาห์ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและเทคโนโลยี เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำงานได้ แต่คือการพิสูจน์ว่าโซลูชันสามารถนำไปใช้ในบริบทจริง มีผู้ใช้งานจริง และต่อยอดได้ในระดับอุตสาหกรรม
การแข่งขันรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ผ่านเวที Final Pitching และ Innovation Showcase Day ซึ่งจะเป็นอีกจุดที่ต้องจับตาว่า นวัตกรรมใดจะสามารถก้าวจากไอเดียในมหาวิทยาลัย สู่โซลูชันที่มีศักยภาพตอบโจทย์ตลาด Silver Economy ของไทยได้อย่างแท้จริง