ทดลองจริง 14 เทคโนโลยีในแปลงข้าว–ทุเรียน 10 จังหวัด หวังลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับเกษตรกรไทยสู่เกษตรสมัยใหม่
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เดินหน้าขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่ Smart Farming ผนึกกำลังสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน จัดงาน “AgTech Connext 2026 Demo Day” เปิดพื้นที่นำเสนอผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปที่ผ่านการทดลองใช้งานจริงในแปลงเกษตรต้นแบบผู้ปลูกข้าวและทุเรียน ครอบคลุม 10 จังหวัดนำร่อง
งานดังกล่าวมี นายเสกสรรค์ จันทร์ขวาง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเชื่อมต่อ “นวัตกรรม” เข้ากับ “การใช้งานจริง” เพื่อให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ ทดลอง และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับปัญหาและบริบทของพื้นที่ นำไปสู่การลดต้นทุน ลดความสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิต รวมถึงเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเกษตร
นายเสกสรรค์ กล่าวว่า ธ.ก.ส. ในฐานะธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการยกระดับเกษตรกรแบบครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งให้เกษตรกรสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง และต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรที่มีศักยภาพ
“AgTech Connext 2026” จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตร โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาแก้โจทย์การผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าวและทุเรียน ทั้งการลดต้นทุน ลดความสูญเสีย เพิ่มคุณภาพและมูลค่าผลผลิต ตลอดจนช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างแม่นยำและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น
พร้อมกันนี้ ธ.ก.ส. ยังเตรียมเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการตลาด เทคโนโลยี นวัตกรรม และแหล่งเงินทุน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนผ่านจากการผลิตรูปแบบเดิมสู่ เกษตรสมัยใหม่และเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในตลาดสากล และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับปี 2569 NIA คัดเลือกเกษตรกร 70 กลุ่ม จาก 10 จังหวัดนำร่อง แบ่งเป็นกลุ่มผู้ปลูกข้าวในภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ และกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนในภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ตราด และภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร และนครศรีธรรมราช
จุดสำคัญของโครงการคือการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ “เรียนรู้ ทดลอง และเลือกใช้” เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่จริง โดยภายในงานมีการนำเสนอ 14 นวัตกรรมจากสตาร์ตอัป ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แบ่งเป็น 5 กลุ่มเทคโนโลยีสำคัญ
กลุ่มแรกคือ ปัจจัยการผลิตและการเตรียมดิน ได้แก่ ซอยล์เอกเซล เทคโนโลยีจุลินทรีย์เร่งย่อยสลายฟางข้าวและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปาร์ตี้ ไรซ์ ข้าวหอมนางจากเทคโนโลยีลำแสงไอออนที่มุ่งเพิ่มอัตราการงอกและผลผลิต
กลุ่มที่สองคือ การบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วย เอสเอพี โพลิเมอร์กักเก็บความชื้นในดิน, เมอริเนียม ระบบสมาร์ทฟาร์มไร้สายสำหรับควบคุมการให้น้ำจากระยะไกลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และฟาร์มคอนเนค เอเซีย เซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้น อุณหภูมิ และค่า EC ในดิน
กลุ่มที่สาม การป้องกันโรคและศัตรูพืช มีไตรโคเดอร์มา ไฟฝ์พลัส ผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช, ไบโอทรี หัวเชื้อจุลินทรีย์คัดสรรเฉพาะพื้นที่ และโมริน่า โซลูชั่น น้ำตาลทางด่วน Syn-Saccharide ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงและลดความเสี่ยงจากโรคพืช
กลุ่มที่สี่คือ เกษตรดิจิทัล นำ AI และข้อมูลเข้ามาช่วยตัดสินใจ ได้แก่ อีซีไรซ์ ระบบ AI ตรวจสอบคุณภาพข้าวสารและสายพันธุ์ข้าวเปลือก, ลิสเซินฟิลด์ ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแปลงนาและคุณภาพดินเพื่อวางแผนเพาะปลูก และดูเรียน เอไอ เครื่องคัดแยกเกรดทุเรียนอัตโนมัติด้วย AI และภาพถ่าย 3 มิติ
ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและเทคโนโลยีเกษตรอื่นๆ ได้แก่ ไทเกอร์ ไพรด์ ระบบกำจัดมอดและไข่มอดในข้าวสารและธัญพืชโดยไม่ใช้สารเคมี, อินเซ็กโต้ กับดักแมลงพลังงานแสงอาทิตย์ และวาริชธ์ เทคโนโลยีแปรรูปข้าวและทุเรียนเป็นของว่างเพื่อเพิ่มมูลค่าและต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากการจัดแสดงนวัตกรรมแล้ว ภายในงานยังมีพิธีมอบรางวัลและเงินสนับสนุนแก่กลุ่มเกษตรกรต้นแบบผู้ปลูกข้าวและทุเรียนที่สามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมเข้ากับแปลงเกษตรได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรรายอื่น
ความร่วมมือระหว่าง ธ.ก.ส. NIA และภาคีเครือข่าย จึงไม่ได้มุ่งเพียงการนำเทคโนโลยีมาแสดง แต่เป็นการสร้าง “พื้นที่ทดลองจริง” ที่ช่วยเชื่อมสตาร์ตอัป เจ้าของเทคโนโลยี และเกษตรกรเข้าด้วยกัน ก่อนต่อยอดไปสู่การขยายผลในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการเร่งเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทยสู่ Smart Farming ที่ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และแข่งขันได้ในระยะยาว