JTEKT ครบรอบ 60 ปีในประเทศไทย ตอกย้ำฐานยุทธศาสตร์เอเชียแปซิฟิก เดินเกมใหม่จากผู้ผลิตชิ้นส่วนสู่ Solution Provider รับ EV–Future Mobility

ครบรอบ 60 ปีของ JTEKT ในประเทศไทย ครั้งนี้ ไม่ได้มีความหมายเพียงการย้อนมองเส้นทางของบริษัทญี่ปุ่นที่เติบโตเคียงข้างอุตสาหกรรมไทยมายาวนาน แต่ยังเป็นจังหวะสำคัญที่ JTEKT กำลังปรับบทบาทตัวเองใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตทั่วโลก

จากฐานความเชี่ยวชาญใน ระบบบังคับเลี้ยว ตลับลูกปืน ชิ้นส่วนระบบส่งกำลัง และเครื่องจักรกล JTEKT กำลังขยับจากการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือ Component Manufacturer ไปสู่การเป็น Technology & Solution Company ที่เชื่อม Mobility, Manufacturing และ Sustainability เข้าด้วยกัน

ในภาพใหญ่ กลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มจากทิศทางระดับโลก ก่อนเชื่อมลงมาสู่โอกาสในเอเชียแปซิฟิก และบทบาทของประเทศไทยในฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

เปลี่ยนจาก “ขายชิ้นส่วน” สู่ “สร้าง Solution”

Mr. Toshiaki Shinya, Senior Executive Officer, JTEKT Corporation มองว่า ช่วง 5–10 ปีข้างหน้า โลกอุตสาหกรรมจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้ง Electrification, Automation, Digital Transformation และ Sustainability ดังนั้น โจทย์ของ JTEKT จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ธุรกิจเดิมแข็งแรงขึ้น แต่ต้องนำองค์ความรู้ที่สะสมมาจากหลายธุรกิจมาต่อยอดเป็นเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่

ภายใต้ Global Strategy บริษัทจะใช้จุดแข็งด้าน Technology, Quality และ Global Network เพิ่มความสามารถในการตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละตลาด พร้อมขยายจากธุรกิจผลิตภัณฑ์ไปสู่ Solution-Oriented Business ทิศทางนี้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ JTEKT ระบุว่าต้องการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น “solution provider” ในระดับโลก

หัวใจสำคัญคือการเชื่อมองค์ความรู้ด้าน Motion Control, Steering, Bearings และ Production Technology เข้ากับ Digital Technology, AI และระบบการผลิตยุคใหม่ เพื่อช่วยลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และพัฒนาธุรกิจใหม่ ขอบเขตจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่สามารถขยายไปสู่พลังงาน ระบบอัตโนมัติ และ Advanced Manufacturing

“เป้าหมายของ JTEKT ไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด แต่คือการเป็นพันธมิตรที่ร่วมสร้างคุณค่าใหม่และอนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกับลูกค้าและสังคม”

Future Mobility เป็น New Growth Engine

ในอุตสาหกรรมยานยนต์ การเติบโตของ EV, Software-Defined Vehicle หรือ SDV, ADAS และ Autonomous Driving กำลังเปลี่ยนรถยนต์จากผลิตภัณฑ์เชิงกลไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระบบไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ และระบบควบคุมเข้าด้วยกัน

สำหรับ JTEKT นี่คือโอกาสในการต่อยอดความเชี่ยวชาญเดิม โดยเฉพาะ Steering Systems, Bearings และ Motion Control Technology

ระบบบังคับเลี้ยวจะมีบทบาทมากขึ้นในรถที่รองรับ ADAS และระบบขับขี่อัตโนมัติ ขณะที่ตลับลูกปืนประสิทธิภาพสูงต้องรองรับมอเตอร์ไฟฟ้า ความเร็วรอบ และโจทย์ด้านประสิทธิภาพพลังงานที่สูงขึ้น JTEKT จึงวาง Future Mobility เป็นหนึ่งในพื้นที่สร้างการเติบโตใหม่ พร้อมลงทุนในเทคโนโลยีอย่าง Advanced Steering Systems, Smart Bearings, Digital Engineering และเทคโนโลยีการผลิตยุคใหม่

“เราไม่ได้มองการเปลี่ยนผ่านสู่ EV และ Future Mobility ว่าเป็นเพียงความท้าทาย แต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้กับ JTEKT”

เชื่อม EV กับโอกาสของ Global South

เมื่อภาพใหญ่ถูกกำหนดจากระดับ Global หน้าที่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคือการแปลงเทคโนโลยีและความสามารถเหล่านั้นให้ตอบโจทย์โครงสร้างตลาดแต่ละประเทศ

Mr. Yoshikazu Morino, President, JTEKT Asia Pacific Co., Ltd. มองว่า เอเชียยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก โดยเฉพาะ อินเดีย อาเซียน และกลุ่ม Global South ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มขึ้นของประชากรรายได้ปานกลาง

JTEKT Asia Pacific ซึ่งทำหน้าที่เป็น Regional Headquarters ของกลุ่มในภูมิภาค มีบทบาทสนับสนุนบริษัทในเครือในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และออสเตรเลีย

Morino กล่าวว่า การขยายตัวของตลาด EV และการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสการเติบโตที่สำคัญของ JTEKT โดยบริษัทมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของระบบส่งกำลัง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม

EV ไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ทำให้ Value Chain และความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไปทั้งระบบ ดังนั้น บทบาทของภูมิภาคจึงอยู่ที่การนำจุดแข็งด้าน Quality, Reliability และ Supply Capability มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่เหมาะกับแต่ละตลาด ขณะเดียวกันก็เชื่อมฐานการผลิตต่าง ๆ ในเอเชียให้ทำงานเป็นเครือข่ายมากขึ้น”

สำหรับ JTEKT ตลาดใน Asia Pacific จึงไม่ใช่เพียงฐานผลิต แต่เป็นพื้นที่สำคัญของการสร้าง Growth Opportunity รอบใหม่

จากฐานผลิต สู่ฐานที่ต้อง “ผลิตได้ดีขึ้น”

เมื่อ Global กำหนดทิศทาง และ Asia Pacific เลือกพื้นที่การเติบโต บทบาทของประเทศไทยคือการทำให้ยุทธศาสตร์เหล่านั้นเกิดขึ้นจริงในระดับ Operations

Mr. Masatsugu Iwaki, President, JTEKT (Thailand) Co., Ltd. กล่าวว่า แม้ช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา บริษัทต้องเผชิญทั้ง COVID-19 ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนแปลงของตลาดยานยนต์ แต่ฐานในประเทศไทยยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับทั้งตลาดในประเทศ อาเซียน และการส่งออกได้

โจทย์ต่อไปของไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ฐานผลิต มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และแข่งขันได้มากขึ้น

JTEKT Thailand วาง 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Productivity – Cost Reduction – Carbon Reduction โดยนำ Digitalization และ Smart Manufacturing เข้ามาช่วยเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับคุณภาพ ลดต้นทุน และทำให้สายการผลิตตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะพนักงานและพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเครื่องจักร แต่เกิดขึ้นกับ “คน” ในองค์กรด้วย

“เส้นทาง 60 ปีของ JTEKT ในประเทศไทยเกิดขึ้นได้ด้วยความไว้วางใจและความร่วมมืออันแข็งแกร่ง จากนี้ไป เราปรารถนาที่จะเติบโตเคียงข้างประเทศไทยต่อไป”

Carbon Neutrality 2035 อีกโจทย์ที่ฐานไทยต้องเดินไปพร้อมกัน นอกเหนือจาก Productivity และ Cost อีกแกนสำคัญคือ Carbon Reduction JTEKT ตั้งเป้าลดการปล่อย CO₂ จากกิจกรรมการผลิต 60% ภายในปีงบประมาณ 2030 เทียบกับ FY2013 และมุ่งให้การผลิตใน Scope 1 และ Scope 2 บรรลุ Carbon Neutrality ภายใน FY2035 เป้าหมายปี 2030 ยังได้รับการรับรองตามแนวทาง Science Based Targets และสอดคล้องกับเป้าหมายอุณหภูมิ 1.5°C

ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว ณ ปีงบประมาณ 2024 JTEKT สามารถลดการปล่อย CO₂ จากการผลิตได้ 43.6% ในระดับบริษัท และ 36.3% ในระดับกลุ่มบริษัท พร้อมจัดตั้ง Carbon Neutrality Park หรือ CN Park และร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อขับเคลื่อนการลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ JTEKT Thailand ได้รับ Thailand Energy Award ในปี 2025 และ 2026 รวมถึง ASEAN Energy Award ในปี 2026 ซึ่งสะท้อนความต่อเนื่องของการดำเนินงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมขององค์กร

60 ปีต่อไป Technology–People–Sustainability

หาก 60 ปีแรกของ JTEKT ในไทยคือการสร้างฐานการผลิต บทต่อไปจะเป็นการยกระดับฐานดังกล่าวให้มีบทบาทมากกว่า “โรงงาน” ทิศทางถูกวางไว้บน 3 แกน คือ Technology, People และ Sustainability โดยมุ่งผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเข้ากับศักยภาพด้านบุคลากรและพลังการเติบโตของประเทศไทย เพื่อสร้างนวัตกรรม พัฒนาบุคลากร และผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและคนรุ่นต่อไป
รากฐานตลอด 60 ปีที่ผ่านมา JTEKT ยังคงมุ่งมั่นสานต่อความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและไทย พร้อมยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และร่วมสร้างการเติบโตในระยะยาวไปพร้อมกับประเทศไทย

จาก Global Strategy ของ JTEKT Corporation ลงมายัง Growth Opportunity ของ Asia Pacific และต่อถึงการยกระดับฐานการผลิตในประเทศไทย ภาพเดียวกันจึงเริ่มชัดขึ้นว่า JTEKT กำลังเปลี่ยนจากบริษัทที่แข็งแกร่งด้าน “ชิ้นส่วน” ไปสู่บริษัทที่ต้องแข่งขันด้วย “เทคโนโลยีและโซลูชัน” และสำหรับประเทศไทย เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่เพียงการรักษาสถานะฐานการผลิตสำคัญของเอเชียแปซิฟิก แต่คือการทำให้ฐานแห่งนี้สามารถรองรับ Future Mobility พัฒนาคน และขับเคลื่อนการผลิตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน

 

JTEKTJTEKT ThailandJTEKT ในประเทศไทยครบรอบ 60 ปี
Comments (0)
Add Comment