เนสท์เล่เดินหน้ารับซื้อกาแฟไทย สร้างความแข็งแกร่งต้นน้ำสู่ห่วงโซ่กาแฟยั่งยืน

เนสท์เล่จับมือเกษตรกรภาคใต้ รับซื้อโรบัสต้า ฤดูผลิต 2569/2570 ควบคู่ถ่ายทอดองค์ความรู้–เกษตรเชิงฟื้นฟู ยกระดับคุณภาพผลผลิต เพิ่มรายได้ พร้อมรับมือ Climate Change

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อการรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการทำงานกับเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานกาแฟไทย ทั้งในด้านคุณภาพ ผลผลิต รายได้ และการดูแลสิ่งแวดล้อม

ล่าสุด เนสท์เล่ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อรับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าโดยตรงจากเกษตรกรไทยสำหรับฤดูการผลิต 2569/2570 ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมแนวทาง การเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพและปริมาณผลผลิต ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อีกด้านหนึ่ง แนวทางดังกล่าวยังมุ่งเสริมศักยภาพเกษตรกรให้สามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพภายในสวนกาแฟ สะท้อนการมองห่วงโซ่กาแฟในระยะยาว ตั้งแต่การสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรไปจนถึงการรักษาความสามารถในการผลิตวัตถุดิบในอนาคต

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า การสร้างความยั่งยืนให้กับห่วงโซ่กาแฟจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับเกษตรกรในต้นน้ำ โดยความร่วมมือกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในภาคใต้ครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากการรับซื้อผลผลิตโดยตรงที่เนสท์เล่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี

การทำงานในครั้งนี้จึงมุ่งไปมากกว่าการรับซื้อผลผลิต แต่เป็นการสร้างความร่วมมือในระยะยาว เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาศักยภาพ ยกระดับคุณภาพผลผลิต และปรับตัวต่อความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการนำหลักการเกษตรเชิงฟื้นฟูมาประยุกต์ใช้ในสวนกาแฟ

ด้าน นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการพัฒนากาแฟโรบัสต้าในฐานะพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด และยินดีที่ได้สานต่อความร่วมมือกับเนสท์เล่ในการสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่

การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และตลาดเข้ากับภาคการผลิต ทำให้เกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพและการยอมรับของกาแฟชุมพรในตลาดมากขึ้น

นอกจากการลงนาม MOU แล้ว เนสท์เล่ยังจัดงาน NESCAFÉ Farmer Day เพื่อสานต่อการถ่ายทอดเทคนิคและองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกกาแฟ รวมถึงแนวทางการเกษตรเชิงฟื้นฟู ให้แก่เกษตรกรกว่า 300 รายจากหลากหลายจังหวัดในภาคใต้ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

การเดินหน้ารับซื้อกาแฟควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรจึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยเชื่อม เศรษฐกิจ–สังคม–สิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การสร้างตลาดให้ผลผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ของเกษตรกร ไปจนถึงการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อวางรากฐานให้ห่วงโซ่กาแฟไทยสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว