จาก Local Resonance สู่ Global Impact เปิดเวทีนักออกแบบไทยสร้าง Pop-up Booth และ Thailand Pavilion ชิงเงินรางวัลกว่า 250,000 บาท พร้อมโอกาสผลิตจริงสู่เวที MICE ระดับชาติและ International Trade Show
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ร่วมกับ สมาคมสถาบันอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (CDAST) เปิดตัวโครงการประกวดออกแบบ “MaxiMICE Thailand Design Challenge 2026” ภายใต้แนวคิด “FROM LOCAL IDEAS TO GLOBAL IMPACT – Local Resonance. Global Relevance.” เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาและนักออกแบบมืออาชีพนำเสนอแนวคิดสร้างสรรค์ผ่านงานออกแบบ Pop-up Booth และ Thailand Pavilion เพื่อยกระดับอัตลักษณ์ไทยสู่เวทีสากล พร้อมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 250,000 บาท และผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาส “ผลิตจริง” เพื่อนำไปจัดแสดงในงาน MICE ระดับชาติและเวทีการค้าระดับโลก หรือ International Trade Show
โครงการดังกล่าวสะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมไมซ์ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงการจัดประชุม นิทรรศการ หรืออีเวนต์ แต่ให้ความสำคัญกับ “การออกแบบ” ที่สร้างประสบการณ์และภาพจำ รวมถึงการใช้ดีไซน์เป็นเครื่องมือสื่อสารอัตลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะในเวทีการค้าระหว่างประเทศที่พื้นที่จัดแสดงถือเป็นหนึ่งในจุดแรกที่สามารถดึงดูดความสนใจและถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศไทยสู่ผู้ชมทั่วโลก
ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวว่า รูปแบบงานแสดงสินค้าและอีเวนต์ระดับนานาชาติกำลังเปลี่ยนจากพื้นที่จัดแสดงแบบเดิมไปสู่พื้นที่ที่ต้องสร้างทั้ง Experience, Identity และ Business Opportunity ขณะเดียวกันประเด็นด้านความยั่งยืนก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ การนำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการออกแบบโครงสร้างที่สามารถถอดประกอบ ขนย้าย และนำกลับมาใช้ได้อีก
สำหรับ MaxiMICE Thailand Design Challenge 2026 แกนสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการออกแบบพื้นที่ให้มีความสวยงาม แต่ต้องสามารถถ่ายทอดเรื่องราว อัตลักษณ์ และศักยภาพของประเทศไทย พร้อมตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยเปิดโอกาสให้ผลงานที่ชนะการประกวดถูกนำไปผลิตจริงและปรากฏในเวที MICE ทั้งระดับประเทศและระดับโลก
ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ประธานสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (CDAST) กล่าวว่า การเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการครั้งนี้เป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และอุตสาหกรรมไมซ์ เพราะงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างความสวยงาม แต่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงกลยุทธ์ ตั้งแต่ความต้องการทางเศรษฐกิจ งบประมาณ อัตลักษณ์ ไปจนถึงการตอบสนองต่อผู้ใช้งานและพื้นที่
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า งานออกแบบสามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Value Chain ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และมีบทบาทในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อการออกแบบถูกนำมาทดลองกับโจทย์จริงของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเชื่อมโยงระหว่าง “โลกห้องเรียน” กับ “โลกธุรกิจ” โดยโครงการเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา และนักออกแบบได้เรียนรู้จากโจทย์จริง และนำองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษามาพัฒนาเป็นผลงานที่สามารถนำไปปรับใช้จริงได้
ด้วยเหตุนี้ MaxiMICE Thailand Design Challenge 2026 จึงเปรียบเสมือน “Real World Sandbox” สำหรับนักออกแบบ เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองคิด ทดลองออกแบบ และเรียนรู้จากบริบทจริง โดยเฉพาะการนำอัตลักษณ์และเรื่องราวจากท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลงานที่สามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง และหากผลงานมีศักยภาพ ก็สามารถก้าวไปสู่เวทีระดับนานาชาติได้
โครงการยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยง Soft Power และ Creative Economy ผ่านการออกแบบ เพื่อสะท้อน DNA ของประเทศไทย ทั้งในมิติของวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันยังมุ่งสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าชมพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของ Experience Economy ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว
อีกด้านที่ถูกวางเป็นโจทย์สำคัญคือ Sustainability โดยผู้เข้าร่วมต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และเศรษฐกิจ ต่อยอดไปสู่แนวทางการออกแบบพื้นที่แห่งอนาคตที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนและ Net-Zero
ภาพรวมของ MaxiMICE Thailand Design Challenge 2026 จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การประกวดเพื่อค้นหาผลงานดีไซน์ที่โดดเด่น แต่เป็นความพยายามในการสร้างพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง Design + MICE + Education + Business + Sustainability เปิดโอกาสให้ไอเดียจากคนรุ่นใหม่และนักออกแบบมืออาชีพถูกนำไปทดลองในโลกจริง และต่อยอดสู่เวทีระดับประเทศและระดับโลก
เป้าหมายของโครงการคือการเปลี่ยน “Local Ideas” ให้เกิด “Global Impact” ผ่านงานออกแบบที่ไม่ได้เพียงบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทย แต่สามารถสร้างประสบการณ์ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้เป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ