ธนาคารกสิกรไทยรายงานผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 39,311 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน สะท้อนความท้าทายในการรักษาการเติบโตของธุรกิจธนาคาร ท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยขาลงและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-Shaped Recovery โดยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนในกลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่วนภาคครัวเรือนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาระหนี้ในระดับสูง สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี มาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐอาจช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บางส่วน แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจทั้งปียังมีจำกัด จากข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐ กำลังซื้อที่เปราะบาง ผลกระทบจากน้ำท่วม และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต
ธนาคารจึงเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 ควบคู่กับการเพิ่ม Productivity และยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พร้อมติดตามความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาการเติบโตอย่างสมดุลและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว
รายได้ดอกเบี้ยหดตัว เร่งสร้างรายได้ใหม่ชดเชย
ผลประกอบการงวด 9 เดือนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ของธนาคารอย่างชัดเจน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 94,992 ล้านบาท ลดลง 9,247 ล้านบาท หรือ 8.87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้ลูกค้า ส่งผลให้อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.89%
อย่างไรก็ตาม ธนาคารสามารถชดเชยแรงกดดันดังกล่าวด้วยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งเพิ่มขึ้น 9,185 ล้านบาท หรือ 21.51% มาอยู่ที่ 51,894 ล้านบาท จากการขยายบริการบริหารความมั่งคั่ง การจัดการกองทุน การลงทุน และประกันภัย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของธุรกิจค่าธรรมเนียมและบริการในการช่วยกระจายแหล่งรายได้ ท่ามกลางข้อจำกัดของรายได้ดอกเบี้ย โดยการรักษาโมเมนตัมของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการทำกำไรของธนาคารในระยะต่อไป
ด้านการบริหารต้นทุน ธนาคารมีค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ รวม 59,922 ล้านบาท ลดลง 1,899 ล้านบาท หรือ 3.07% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 40.79% จากการปรับปรุงกระบวนการทำงาน บริหารทรัพยากรบุคคล และนำเทคโนโลยีรวมถึง AI มาสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยฤดูกาลของธุรกิจ
ตั้งสำรองกว่า 3 หมื่นล้าน รับความเสี่ยงเศรษฐกิจ
แม้กำไรสุทธิยังเติบโต แต่ธนาคารยังคงใช้แนวทางระมัดระวังในการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ โดยในช่วง 9 เดือนแรกตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นรวม 30,171 ล้านบาท ตามหลักความระมัดระวัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้น อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.60% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายทางการเงินของปี 2569 ที่ 1.40–1.60%
สำหรับไตรมาส 3 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 12,720 ล้านบาท ลดลง 527 ล้านบาท หรือ 3.98% จากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยกดดันจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งลดลงตามความผันผวนของตลาด รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่ลดลง 550 ล้านบาท หรือ 5.29% มาอยู่ที่ 9,841 ล้านบาท จากภาวะตลาดและการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการจัดเก็บค่าธรรมเนียม
ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 31,602 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลง 858 ล้านบาท หรือ 4.14% มาอยู่ที่ 19,892 ล้านบาท ส่งผลให้ Cost to Income Ratio อยู่ที่ 41.75%
ธนาคารตั้งสำรองในไตรมาสนี้ 10,329 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 310 ล้านบาท หรือ 3.09% จากไตรมาสก่อน โดยอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 177.90% จาก 173.90% ในไตรมาสก่อน เพื่อเสริมความพร้อมรองรับความเสี่ยงในอนาคต
สินทรัพย์ทะลุ 4.61 ล้านล้านบาท NPL อยู่ที่ 3.18%
ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 4,614,386 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55,768 ล้านบาท หรือ 1.22% จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากสินเชื่อสุทธิที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สอดคล้องกับแนวทางขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ผ่านการพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบและกำหนดผลตอบแทนให้เหมาะสมกับความเสี่ยง ขณะที่เงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นตามการประเมินภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม คุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (Gross NPL) อยู่ที่ 3.18% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและมีความเสี่ยงจากทั้งในและต่างประเทศ ธนาคารจึงยังต้องรักษาความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ ควบคู่กับการดูแลลูกค้าและการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
ด้านความแข็งแกร่งของเงินกองทุน อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III อยู่ที่ 19.77% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 สะท้อนฐานเงินกองทุนที่รองรับการดำเนินธุรกิจและความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง
ภาพรวมผลประกอบการ 9 เดือนแรกจึงเป็นโจทย์สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการรักษาความสามารถทำกำไรท่ามกลางแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ย ควบคู่กับการสร้างรายได้จากธุรกิจที่มิใช่ดอกเบี้ย การควบคุมต้นทุน และการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ โดยมีการใช้เทคโนโลยีและ AI เพิ่มประสิทธิภาพเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว