เอไอเอ ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 69 มูลค่าธุรกิจใหม่โต 5% แตะ 4,627 ล้านดอลลาร์
กลุ่มบริษัทเอไอเอ รายงานมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 5% อยู่ที่ 4,627 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ไตรมาส 3 ลดลง 5% จากฐานยอดขายสูงในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อปีก่อน แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในเดือนกันยายน โดยเติบโตมากกว่า 25% ขณะที่เอไอเอ ประเทศไทย ยังขยายตัว 9% จากความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่แข็งแกร่ง พร้อมคาดอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้นในช่วงปี 2566-2569 สูงกว่าเป้าหมาย 9-11%
กลุ่มบริษัทเอไอเอ ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ (Value of New Business: VONB) ในช่วง 9 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ คิดเป็นมูลค่า 4,627 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 4,314 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการเติบโตในตลาดที่รายงานผลเกือบทุกแห่ง ยกเว้นประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการเฉพาะไตรมาส 3 มีมูลค่าธุรกิจใหม่ 1,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากฐานยอดขายที่สูงเป็นพิเศษในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2568 แต่ภาพรวมเริ่มฟื้นตัวในเดือนกันยายน โดยมูลค่าธุรกิจใหม่กลับมาเติบโตมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคาดว่าแรงส่งดังกล่าวจะต่อเนื่องเข้าสู่ไตรมาส 4 จากฐานเปรียบเทียบที่กลับสู่ภาวะปกติ
นายหลี่ หยวน ซยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า แม้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 จะได้รับผลกระทบจากฐานยอดขายที่สูงในบางตลาด แต่ช่วง 9 เดือนแรกยังสามารถสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้ 5% ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเห็นโอกาสเติบโตในทุกตลาด จากความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านความคุ้มครอง สุขภาพ การออม และการวางแผนเกษียณอายุที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง
เอไอเอยังเดินหน้าลงทุนเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการพัฒนาช่องทางตัวแทน ซึ่งมีจำนวนตัวแทนที่สร้างผลงาน ตัวแทนใหม่ และผู้นำตัวแทนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน รวมถึงการกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรธนาคาร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในแต่ละตลาด
สำหรับผลการดำเนินงานรายตลาด เอไอเอ ประเทศไทย มีมูลค่าธุรกิจใหม่ในไตรมาส 3 เติบโต 9% จากแรงสนับสนุนของทั้งช่องทางตัวแทนและช่องทางธนาคาร โดยมีความต้องการต่อเนื่องในผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบดั้งเดิมและประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) ซึ่งรวมกันคิดเป็น 93% ของมูลค่าธุรกิจใหม่ในประเทศไทย นอกจากนี้ บริษัทยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และประกันชีวิตควบการลงทุน
ด้านเอไอเอ สิงคโปร์ เติบโต 22% และเอไอเอ มาเลเซีย เติบโต 10% โดยได้รับแรงหนุนจากช่องทางตัวแทนและพันธมิตรธนาคาร ขณะที่ตลาดอื่น ๆ เติบโต 14% จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในอินเดีย ไต้หวัน และเวียดนาม ส่วนเอไอเอ ฮ่องกง ลดลง 3% แต่เริ่มฟื้นตัว โดยช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนเติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่วนเอไอเอ ประเทศจีน มูลค่าธุรกิจใหม่ลดลง 33% จากฐานเปรียบเทียบที่สูงในปีก่อน ซึ่งเกิดจากการเร่งซื้อผลิตภัณฑ์ก่อนการปรับอัตราราคาประกันภัยทั่วทั้งอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 อย่างไรก็ตาม ช่องทางตัวแทนเริ่มกลับมาสร้างการเติบโตได้ดีในเดือนกันยายน และบริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 4
ในด้านคุณภาพธุรกิจ อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB Margin) ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 5.3 จุด มาอยู่ที่ 63.5% ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) ลดลง 13% อยู่ที่ 2,237 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเบี้ยประกันภัยรับรวม (TWPI) เพิ่มขึ้น 7% เป็น 12,892 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของส่วนผสมผลิตภัณฑ์และช่องทางการขาย โดยเฉพาะในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่
นายหลี่ หยวน ซยอง กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทเข้าสู่ไตรมาส 4 ด้วยแรงส่งการเติบโตที่แข็งแกร่ง และยังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี โดยคาดว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้น (OPAT per share CAGR) ในช่วงปี 2566-2569 จะสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 9-11% ซึ่งสะท้อนความสามารถในการต่อยอดการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่สร้างผลกำไร ไปสู่การเพิ่มกำไรและสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
เอไอเอประเมินว่า แม้ตลาดทุนทั่วโลกยังเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัจจัยพื้นฐานของภูมิภาคเอเชียยังเอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ ทั้งโครงสร้างประชากร รายได้ที่เพิ่มขึ้น การเข้าถึงประกันภัยภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความครอบคลุมของระบบสวัสดิการสังคมที่ยังมีข้อจำกัด บริษัทจึงมุ่งใช้โอกาสจากปัจจัยเหล่านี้เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจใหม่อย่างมีคุณภาพ เพิ่มความสามารถในการสร้างเงินทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว