สำนักงาน คปภ. เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางถนนเชิงรุก ผนึกภาครัฐ ธุรกิจประกันภัย ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม นำข้อมูลอุบัติเหตุจากระบบ e-Claim มาวิเคราะห์และแก้ไขจุดเสี่ยงให้ตรงกับปัญหาในพื้นที่ พร้อมผลักดันการทำประกันภัย พ.ร.บ. ให้ครอบคลุมประชาชน 100% ต่อยอดโมเดลชุมชนต้นแบบจาก 4 จังหวัด 6 ท้องถิ่น มุ่งลดอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทางและสร้างระบบคุ้มครองผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เดินหน้ายกระดับบทบาทองค์กรกำกับดูแลเชิงรุก (Smart Regulator) เปลี่ยนแนวทางการทำงานจากการรอเยียวยาผู้ประสบภัยหลังเกิดเหตุ สู่การป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง โดยมุ่งใช้ข้อมูลอุบัติเหตุเชิงลึกผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขจุดเสี่ยงทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการผลักดันให้ประชาชนมีประกันภัย พ.ร.บ. ครอบคลุม 100%
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ย้ำถึงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนนโยบายว่า ความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกายไม่สามารถทดแทนได้ด้วยตัวเงิน ตลอด 35 ปีของระบบคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ภาคประกันภัยจึงไม่ควรมีบทบาทเพียงจ่ายค่าสินไหมทดแทนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่ต้องมีส่วนร่วมในการตัดต้นตอความเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียตั้งแต่แรก
นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงาน คปภ. กล่าวว่า การสร้างความปลอดภัยทางถนนต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการแก้ปัญหาเชิงรุก โดยนำข้อมูลอุบัติเหตุและบทเรียนจากพื้นที่จริงมาผสานกับกลไกประกันภัยและความร่วมมือของชุมชน เพื่อแก้ไขจุดเสี่ยงให้ตรงจุด พร้อมต่อยอดผลสำเร็จจากจังหวัดปราจีนบุรีสู่ 4 จังหวัด 6 ท้องถิ่นต้นแบบ สร้างระบบนิเวศความปลอดภัยที่ป้องกันอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทาง และขยายความคุ้มครอง พ.ร.บ. ให้ประชาชนอย่างทั่วถึง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านเวทีเสวนา “ก้าวต่อไปของชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัยไทย” ภายในการประชุมเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นโครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจประกันภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม ร่วมเสนอแนวทางเปลี่ยนข้อมูลอุบัติเหตุให้เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาที่นำไปใช้ได้จริง
นายพงษ์ศักดิ์ ชีวรัตนพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ สำนักงาน คปภ. ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการป้องกันอุบัติเหตุก่อนเกิดเหตุ (Pre-crash Prevention) โดยแยกให้ชัดระหว่างมาตรการลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ เช่น การสวมหมวกนิรภัย กับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการสร้างถนนปลอดภัย
จากการลงพื้นที่ร่วมกับทีมวิจัย TDRI ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก นครสวรรค์ และสุพรรณบุรี พบว่ามาตรการทางวิชาการต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ไม่ใช่เพียงออกแบบตามหลักวิศวกรรม แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ด้วย การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการทั้งด้านกายภาพ เช่น การปรับปรุงถนนและจุดเสี่ยง ควบคู่กับการสร้างพฤติกรรมและจิตสำนึกด้านความปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก
ด้านนายประยูร ภู่แส รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมนำฐานข้อมูลอุบัติเหตุและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากระบบ e-Claim มาใช้วิเคราะห์และระบุพิกัดจุดเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ท้องถิ่นนำไปวางแผนแก้ไข ทั้งการปรับปรุงสภาพถนนและการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยเสนอให้ อบต. และหน่วยงานท้องถิ่นขนาดเล็กเป็นกลไกหลัก เนื่องจากใกล้ชิดประชาชนและสามารถจัดการปัญหาได้คล่องตัว พร้อมเชื่อมโยงการทำงานกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ทุกระดับ
ขณะที่นายชอ พงษ์อ้อ รองนายก อบต.ท่าตูม จังหวัดปราจีนบุรี สะท้อนปัญหาของพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีโรงงาน ประชากรแฝง และแรงงานต่างชาติจำนวนมาก ทำให้การจัดการความปลอดภัยต้องคำนึงถึงความแตกต่างด้านภาษาและวินัยจราจร อีกทั้งถนนในพื้นที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน จึงเสนอให้กำหนดเจ้าภาพประสานงานที่ชัดเจน พร้อมสนับสนุนงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจราจรแก่ท้องถิ่น
ส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอให้ใช้กลไก ศปถ. เป็นศูนย์กลางบัญชาการ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอประสานหน่วยงานเจ้าของเส้นทางทุกสังกัด เพื่อแก้ไขจุดอันตรายที่เกินขีดความสามารถของท้องถิ่น ขณะที่แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) เสนอ 4 แนวทางเร่งด่วน ได้แก่ การประเมินสุขภาพผู้ขับขี่ การจัดการพื้นที่เสี่ยงสูง การยกระดับความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน และการควบคุมความเร็วในพื้นที่สำคัญ 4 จุด ได้แก่ หน้าโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน และตลาด พร้อมเสนอให้เร่งแก้ไขจุดเสี่ยงบริเวณหน้าโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ต้นแบบ
นอกจากนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นยังรวบรวมข้อเสนอเชิงปฏิบัติการ 5 ด้าน เพื่อขยายผลสู่การทำงานระดับจังหวัด ได้แก่
- ผลักดันประกันภัย พ.ร.บ. เชิงรุก ใช้สื่อดิจิทัลสร้างความเข้าใจเรื่องเบี้ยประกันภัยและความคุ้มครอง พร้อมให้ท้องถิ่นสำรวจรถที่ขาดต่อ พ.ร.บ. และพัฒนาระบบแจ้งเตือนต่ออายุอัตโนมัติ รวมถึงพิจารณาประกันภัยระยะยาว
- บูรณาการ 5 หน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการ เชื่อมการทำงานของตำรวจ ขนส่ง สาธารณสุข สำนักงาน คปภ. และบริษัทกลางฯ ใช้ข้อมูลร่วมกันกำหนดจุดเสี่ยง ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา และตัวชี้วัดที่ชัดเจน
- เปิดข้อมูลจุดเสี่ยงให้ประชาชนเข้าถึง พัฒนาฐานข้อมูล Open Data ระบุพิกัดอุบัติเหตุและเขตจำกัดความเร็ว เชื่อมต่อระบบแผนที่อย่าง Google Maps เพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน
- จัดระเบียบโครงข่ายถนน แยกบทบาทถนนสายหลักและถนนชุมชน ลดจุดตัดกระแสจราจรระหว่างรถความเร็วสูงกับรถเข้า-ออกชุมชน พร้อมสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญออกแบบปรับปรุงเส้นทาง
- สร้างแรงจูงใจด้านความปลอดภัย พิจารณาส่วนลดเบี้ยประกันภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ที่ติดตั้งระบบเบรก ABS และจัดทำ KPI รายจังหวัด 4 ด้าน ได้แก่ การต่อทะเบียน การต่อ พ.ร.บ. การมีใบขับขี่ และการใช้ความเร็วตามกฎหมาย เพื่อประเมินและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
สำนักงาน คปภ. เตรียมนำข้อเสนอจากทุกภาคส่วนไปต่อยอดเป็นมาตรการเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการระดับพื้นที่ โดยมุ่งเชื่อมโยงข้อมูล กลไกประกันภัย และความร่วมมือของชุมชนให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เป้าหมายไม่ใช่เพียงลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยและหลักประกันความคุ้มครอง พ.ร.บ. ให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง 100%