GULF โชว์ Core Profit Q2/69 ทำนิวไฮ 12,332 ล้าน โต 74% ลุยพลังงาน-ดิจิทัล ดันรายได้ปีนี้โต 12-15%

135

GULF เผยผลงานไตรมาส 2/2569 ทำ Core Profit สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% YoY ขณะที่รายได้รวมแตะ 50,294 ล้านบาท โต 24% รับแรงหนุนธุรกิจพลังงานและส่วนแบ่งกำไรจาก AIS พร้อมเดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้าใหม่กว่า 700 เมกะวัตต์ในครึ่งปีหลัง

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จาก 40,617 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% จาก 7,101 ล้านบาท และเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS ที่เพิ่มขึ้น โดยในไตรมาสนี้ GULF รับรู้ Core Profit จาก AIS จำนวน 4,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จาก 3,483 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งธุรกิจมือถือและ Fixed Broadband ประกอบกับต้นทุนโครงข่ายและคลื่นความถี่ที่ลดลง

ขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยโรงไฟฟ้า GSRC และ GPD มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ส่งผลให้ Load Factor ของ GSRC เพิ่มจาก 70% เป็น 81% และ GPD เพิ่มจาก 75% เป็น 77%

ด้านโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน GULF รับรู้กำไรจากโครงการ Solar Farms และ Solar BESS ในประเทศเพิ่มขึ้น หลังทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีโครงการที่ COD แล้ว 12 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,129 เมกะวัตต์ จาก 5 โครงการ กำลังการผลิต 532 เมกะวัตต์ในไตรมาส 2/2568 ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น 153% เป็น 402 ล้านบาท

นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมภายใต้ Gulf Gunkul มีส่วนแบ่งกำไร 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากความเร็วลมเฉลี่ยที่สูงขึ้น ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลม MKW ในเวียดนามมีผลขาดทุนลดลง หลังได้ข้อสรุปอัตราค่าไฟฟ้าใหม่กับการไฟฟ้าเวียดนาม

ธุรกิจทรัพยากร-LNG โตแรง

ธุรกิจทรัพยากรยังเติบโตต่อเนื่อง โดย GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก PTT NGD จำนวน 343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% ขณะที่ธุรกิจนำเข้า LNG ภายใต้ GLNG และ HKH มีกำไร 450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 157% จากปริมาณนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นและกลยุทธ์ LNG Optimization โดยช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 นำเข้า LNG แล้ว 37 ลำ หรือประมาณ 2.4 ล้านตัน

ด้านผลการดำเนินงานรวม GULF มี EBITDA ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 18,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จาก 13,432 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน อยู่ที่ 12,446 ล้านบาท ลดลงจาก 63,871 ล้านบาทในปีก่อน เนื่องจากไตรมาส 2/2568 มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท

นอกจากนี้ GULF รับรู้เงินปันผลจากการลงทุนใน KBANK จำนวน 2,842 ล้านบาท และมีกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้แก่ J-Power จำนวน 1,928 ล้านบาท

ครึ่งปีหลัง COD โรงไฟฟ้าใหม่ 700 เมกะวัตต์

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวว่า บริษัทคาดการณ์การเติบโตของรายได้รวมและ EBITDA ในปี 2569 ที่ประมาณ 12-15% โดยครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีโรงไฟฟ้าเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์

โครงการที่จะทยอย COD ประกอบด้วย Solar Farms และ Solar BESS ในประเทศ 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี 10 เมกะวัตต์ และ Solar Rooftop ภายใต้ GULF1 อีกประมาณ 60-70 เมกะวัตต์

ระยะยาว GULF ยังเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน โดยมีโครงการ Solar, Solar BESS และพลังงานลมที่จะทยอย COD ต่อเนื่องถึงปี 2573 รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ใน สปป.ลาว 3 โครงการ ซึ่งมีกำหนด COD ช่วงปี 2573-2576 พร้อมเดินหน้าศึกษาโครงการพลังงานหมุนเวียน Direct PPA และโซลาร์ฟาร์มชุมชน

ดัน Digital Business สู่ New S-Curve

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือการลงทุนในธุรกิจดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center, Cloud และ AI เพื่อเป็น New S-Curve รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

ปัจจุบัน GULF เปิดให้บริการศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์แล้ว ขณะที่ GSA02 ขนาด 38 เมกะวัตต์ และ GEDC01 ขนาดกำลังให้บริการสูงสุด 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างก่อสร้างและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 พร้อมเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและธุรกิจ Data Center อย่างต่อเนื่อง

ภาพรวม GULF ในไตรมาส 2/2569 จึงสะท้อนการเติบโตที่มาจากทั้งธุรกิจพลังงานหลัก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการรับรู้ผลประกอบการจาก AIS ขณะที่แผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าและขยาย Data Center จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตในระยะต่อไป