CPF–Bosch ใช้ Data–AI เปลี่ยนเกมสู่ Smart Energy Management วางรากฐานโรงงานยุคใหม่ รับเป้าหมาย Net-Zero
การลดการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากโจทย์ “ลดการใช้” ไปสู่การทำให้ระบบผลิตสามารถ มองเห็น วิเคราะห์ และตัดสินใจด้านพลังงานได้แม่นยำขึ้น เมื่อข้อมูลจากเครื่องจักรกลายเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญของโรงงาน เทคโนโลยี Data และ AI จึงเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การตรวจจับความผิดปกติ ไปจนถึงการวางแผนบำรุงรักษาและบริหารพลังงานแบบเรียลไทม์
ทิศทางดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอาหาร เมื่อ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ขยายความร่วมมือกับ บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด หรือ Bosch เป็นระยะที่ 2 อีก 2 ปี เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานสำหรับกระบวนการผลิตอาหาร โดยขยับจากการเพิ่มประสิทธิภาพระบบหม้อต้มไอน้ำ หรือ Boiler และการใช้เชื้อเพลิงสะอาดในระยะแรก สู่การนำข้อมูลจากเครื่องจักรมาวิเคราะห์ด้วย Digital Technology และ AI
โจทย์สำคัญของความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างระบบที่ทำให้ CPF สามารถใช้ข้อมูลจากการผลิตจริงมาบริหารจัดการพลังงานได้ละเอียดขึ้น ตั้งแต่การค้นหาจุดที่ใช้พลังงานสูง ตรวจจับความผิดปกติ ไปจนถึงการคาดการณ์และวางแผนบำรุงรักษาเครื่องจักร ซึ่งมีผลโดยตรงต่อทั้งประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
จาก Energy Efficiency สู่ Smart Energy
ความร่วมมือระยะแรกของ CPF และ Bosch มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบหม้อต้มไอน้ำ ซึ่งเป็นระบบสำคัญของโรงงานแปรรูปอาหาร รวมถึงการศึกษาแนวทางเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่เชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้น โดยโรงงานต้นแบบสามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานได้มากกว่าร้อยละ 97 ผลดังกล่าวกลายเป็นฐานให้ทั้งสองบริษัทเดินหน้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งให้ความสำคัญกับ “ข้อมูล” มากขึ้น โดยเชื่อมโยงข้อมูลการทำงานของเครื่องจักรแบบเรียลไทม์ แล้วนำ AI เข้ามาวิเคราะห์เพื่อระบุโอกาสในการลดการใช้พลังงาน ตรวจจับความผิดปกติของระบบ และสนับสนุนการวางแผนบำรุงรักษา
ดร.อรรถพล เพ็ชรพลาย ผู้อำนวยการ วิศวกรรมด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ซีพีเอฟ กล่าวว่า CPF มุ่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการทำให้เป้าหมายด้านความยั่งยืนเกิดผลในทางปฏิบัติจำเป็นต้องอาศัยพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับกระบวนการผลิตจริง
“CPF มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ขณะที่ Bosch เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีหม้อต้มไอน้ำ โดยทั้งสองบริษัทมีนโยบายที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนในทิศทางเดียวกัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการผสานความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตอาหาร โดยเราหวังว่าจะเป็นตัวอย่างให้อุตสาหกรรมอื่นนำไปประยุกต์ใช้ได้” ดร.อรรถพล กล่าว
วางระบบพลังงาน ก่อนต่อยอดสู่ Industrial AI
ด้าน สุธรรม เกษแก้วเกลี้ยง Country Head – Bosch Industrial Heat บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด กล่าวว่า Bosch นำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบระบบ Boiler เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และเทคโนโลยีการผลิตไอน้ำจากพลังงานสะอาดเข้ามาสนับสนุน CPF โดยนอกจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเดิมแล้ว ยังร่วมศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีใหม่ หนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือการผลิตไอน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ รวมถึงระบบผลิตไอน้ำแบบ Hybrid ที่ผสานพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์กับไบโอมีเทน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อีกประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างมาตรฐานในการเชื่อมต่อและบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพัฒนา Centralized Smart Energy Management System ในอนาคต
ระบบดังกล่าวจะเปิดทางให้ CPF สามารถนำ Industrial AI และ Predictive Analytics เข้ามาใช้กับข้อมูลจากโรงงานได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงาน การค้นหาความผิดปกติ หรือการคาดการณ์ปัญหาของเครื่องจักรก่อนเกิดความเสียหาย ซึ่งจะช่วยให้การบริหารพลังงานขยับจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารเชิงคาดการณ์
“ด้วยเครือข่ายการดำเนินงานของบ๊อชที่ครอบคลุมทั่วโลก เราสามารถนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีจากหลากหลายประเทศมาสนับสนุนการดำเนินงานของ CPF ในแต่ละภูมิภาค เพื่อร่วมกันยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net-Zero ของ CPF อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว” นายสุธรรม กล่าว
Data กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโรงงาน
ความร่วมมือระยะที่ 2 สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมการผลิตที่กำลังเปลี่ยนจากการลงทุนในเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้าง Data Infrastructure ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากหน้างานเข้าสู่ระบบวิเคราะห์และการตัดสินใจ
สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้น เพราะกระบวนการผลิตต้องบริหารพร้อมกันทั้งคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร ต้นทุนพลังงาน การใช้ทรัพยากร และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม การมีข้อมูลที่ละเอียดและสามารถนำมาวิเคราะห์ได้แบบเรียลไทม์ จึงช่วยให้โรงงานมองเห็นทั้ง “ต้นทุน” และ “โอกาสในการปรับปรุง” ได้ชัดเจนขึ้น
CPF และ Bosch จะร่วมกันติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลจากการใช้งานจริงมาพัฒนาเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการวางรากฐานให้ Data และ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารโรงงานในระยะยาว
จากจุดเริ่มต้นที่ระบบ Boiler วันนี้โจทย์จึงขยับไปไกลกว่าการ “ประหยัดพลังงาน” สู่การสร้าง Smart Energy System ที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน และ AI เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจ เพื่อให้การลดพลังงาน ลดต้นทุน และลดคาร์บอนเดินไปพร้อมกับประสิทธิภาพของการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสู่เป้าหมาย Net-Zero