TRUE ไตรมาส 3/2569 กำไรสุทธิพุ่ง 324% ทำสถิติสูงสุดหลังควบรวม จ่ายปันผลระหว่างกาล 5.5 พันล้านบาท

ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 6.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 324.1% จากปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.85 หมื่นล้านบาท เติบโต 5.7% และรายได้จากการให้บริการเมื่อปรับรายการที่มีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบแล้วเพิ่มขึ้น 2.0% สะท้อนการเติบโตของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบ้าน ควบคู่การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 5.5 พันล้านบาท คิดเป็น 0.16 บาทต่อหุ้น

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งรายได้จากการให้บริการ EBITDA และกำไรสุทธิ สะท้อนความแข็งแกร่งในการดำเนินงานและวินัยด้านการบริหารจัดการ โดยรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และออนไลน์ได้รับแรงหนุนจากระบบบริหารคุณค่าลูกค้า (Customer Value Management: CVM) ที่ใช้ AI วิเคราะห์และนำเสนอข้อเสนอให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ผ่านช่องทางและช่วงเวลาที่เหมาะสม

นอกจากนี้ บริษัทเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วย AI ทั้งด้านการสร้างมูลค่าทางธุรกิจและการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า โดยความพึงพอใจของลูกค้าปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้ ทรูยังเดินหน้าตามแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินปี 2569 และเป้าหมายระยะกลาง พร้อมเร่งวางรากฐาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป

ด้านฐานลูกค้ายังคงขยายตัว โดยสิ้นไตรมาส 3/2569 มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 48.8 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 142,000 เลขหมายจากไตรมาสก่อน ในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้บริการ 5G จำนวน 20.5 ล้านเลขหมาย ส่วนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านอยู่ที่ 3.3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 30,000 รายจากไตรมาสก่อน

นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการสะท้อนคุณภาพกำไรที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จากการเติบโตของรายได้ธุรกิจหลักและการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย โดยรายได้จากการให้บริการเมื่อปรับรายการที่มีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบแล้วเพิ่มขึ้น 2.0% จากปีก่อน และทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ ขณะที่ EBITDA เติบโต 5.7% จากรายได้ที่ฟื้นตัว ประโยชน์จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

สำหรับกำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 6.7 พันล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเมื่อปรับผลกระทบจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในไตรมาสนี้ กำไรสุทธิอยู่ที่ 7 พันล้านบาท ผลประกอบการดังกล่าวช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น โดยคณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 5.5 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 83% หรือ 0.16 บาทต่อหุ้น

ผลประกอบการสำคัญไตรมาส 3/2569

  • รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) อยู่ที่ 4.16 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากปีก่อน และ 0.6% จากไตรมาสก่อน โดยธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และออนไลน์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่รายได้ PayTV ลดลง เมื่อปรับผลกระทบจากรายได้โรมมิ่งภายในประเทศที่ลดลงและปัจจัยฤดูกาลของ PayTV แล้ว รายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น 2.1% จากปีก่อน และ 0.7% จากไตรมาสก่อน
  • EBITDA อยู่ที่ 2.85 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อน และ 0.6% จากไตรมาสก่อน อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น 3.1 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 68.4% นับตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ EBITDA เพิ่มขึ้นรวม 9 พันล้านบาท หรือ 46%
  • กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT) อยู่ที่ 6.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 324.1% หรือ 4.2 เท่าจากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.8% จากไตรมาสก่อน
  • อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 3.6 เท่า ณ สิ้นไตรมาส ลดลง 0.5 เท่าจากปีก่อน และลดลง 0.1 เท่าจากไตรมาสก่อน

ผลประกอบการไตรมาสนี้สะท้อนทิศทางการดำเนินงานของทรูที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของรายได้จากธุรกิจหลัก การควบคุมต้นทุน และการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารลูกค้าและองค์กร โดยมีการขยายฐานผู้ใช้บริการทั้งมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ ควบคู่กับการบริหารโครงสร้างทางการเงินและการส่งต่อผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น