ทรู คอร์ปอเรชั่น กำไรต่อเนื่องไตรมาสที่ 6 ฟันกำไร 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 5.2 พันล้านบาท เดินหน้า AI ขับเคลื่อนการเติบโต

29

รายได้บริการเติบโต EBITDA เพิ่ม 13.5% ผู้ใช้มือถือแตะ 48.6 ล้านเลขหมาย พร้อมย้ำเป้าหมายปี 2569 มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย AI และวินัยทางการเงิน

ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ยังคงสร้างผลกำไรได้ต่อเนื่องเป็น ไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยมีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 6.6 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 28,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการทุกกลุ่มธุรกิจ และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

คณะกรรมการบริษัทฯ ยังอนุมัติจ่าย เงินปันผลระหว่างกาล 5.2 พันล้านบาท หรือ 0.15 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 79% ของกำไรสุทธิ สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและการรักษาวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

ผู้บริหารชู AI เป็นเครื่องยนต์การเติบโตระยะยาว

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการทุกกลุ่มธุรกิจ การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้บริการ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน

บริษัทเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ให้ทันสมัย ควบคู่กับการดำเนินงานเชิงพื้นที่ และการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านการให้บริการลูกค้าและกระบวนการทำงานภายในองค์กร

“จากนี้ไป ทรูจะเร่งการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI ในทุกมิติ ผ่านการจัดตั้ง AI Centre of Excellence การวางรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง และการปรับกระบวนการทำงานแบบ End-to-End เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านนวัตกรรม ผลิตภาพ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายซิกเว่ กล่าว

ฐานลูกค้าเติบโตต่อเนื่อง

ไตรมาส 2/2569 ทรูมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 479,000 เลขหมาย จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ฐานลูกค้ารวมอยู่ที่ 48.6 ล้านเลขหมาย การเติบโตได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส การเข้าร่วมโครงการ Study Anywhere Anytime ของกระทรวงศึกษาธิการ และการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ของ กสทช.

ด้านธุรกิจบรอดแบนด์ มีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 28,000 ราย จากคุณภาพโครงข่ายที่ดีขึ้น ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการ 5G เพิ่มเป็น 19.3 ล้านราย

CFO ชี้กำไรต่อเนื่องสะท้อนวินัยทางการเงิน

นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ถือเป็นอีกไตรมาสที่บริษัทมีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง โดยรายได้จากการให้บริการกลับมาเติบโต ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 13.5% และกำไรสุทธิอยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท

“การทำกำไรได้ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 สะท้อนถึงวินัยทางการเงินและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แม้ต้องเผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน”

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 5.2 พันล้านบาท หรือ 0.15 บาทต่อหุ้น

ตัวเลขสำคัญไตรมาส 2/2569

  • รายได้จากการให้บริการ (ไม่รวม IC) อยู่ที่ 41,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% จากไตรมาสก่อน
  • EBITDA อยู่ที่ 28,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.1% จากไตรมาสก่อน โดยมีอัตรา EBITDA Margin 68.5%
  • กำไรสุทธิ (NPAT) อยู่ที่ 6,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 เท่า จากปีก่อน
  • Leverage Ratio ลดลงเหลือ 7 เท่า
  • นับตั้งแต่ควบรวมกิจการ บริษัทสามารถเพิ่ม EBITDA ได้สะสม 8,900 ล้านบาท หรือเติบโต 46%

สำหรับปี 2569 บริษัทคงเป้าหมาย EBITDA เติบโต 7-9% และงบลงทุน (CAPEX) 25,000-27,000 ล้านบาท ขณะที่ปรับประมาณการรายได้จากการให้บริการ (ไม่รวม IC) เติบโตในกรอบ 1-2%

KAOUPDATE วิเคราะห์

ผลประกอบการของทรูในไตรมาสนี้สะท้อนให้เห็นว่า การควบรวมกิจการเริ่มสร้างผลลัพธ์ทางการเงินอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการเติบโตของ EBITDA การรักษาระดับกำไร และการลดภาระหนี้ต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทกลับมามีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือการประกาศใช้ AI เป็นยุทธศาสตร์หลักขององค์กร ผ่านการจัดตั้ง AI Centre of Excellence ซึ่งสะท้อนว่าการแข่งขันของผู้ให้บริการโทรคมนาคมในระยะต่อไป จะไม่ได้แข่งขันเฉพาะเรื่องโครงข่ายอีกต่อไป แต่จะขยายไปสู่การแข่งขันด้าน Data, AI และประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างรายได้จากบริการดิจิทัลใหม่ ๆ

หากทรูสามารถรักษาการเติบโตของฐานลูกค้า ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI และการบริหารต้นทุนได้ต่อเนื่อง ก็มีโอกาสผลักดันการเติบโตของกำไรในระยะยาว แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความผันผวนก็ตาม