สมาคมประกันวินาศภัยไทย ขานรับมติ ครม. เดินหน้า “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ”

ชูระบบประกันภัยเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงประเทศ ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยพร้อมผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐ ดูแลประชาชนกว่า 30 ล้านหลังคาเรือน

สมาคมประกันวินาศภัยไทย ขานรับการเดินหน้าระบบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” หลังรัฐบาลเห็นชอบให้ใช้กลไกประกันภัยเข้ามาบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงจากภัยพิบัติของประเทศ โดยเปลี่ยนจากการจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาหลังเกิดเหตุเป็นหลัก ไปสู่การเตรียมความพร้อมและกระจายความเสี่ยงล่วงหน้า ผ่านระบบประกันภัย ครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ทั่วประเทศ

รัฐบาลกำหนดกรอบงบประมาณสำหรับค่าเบี้ยประกันภัยรวม 15,500 ล้านบาท แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม 15,000 ล้านบาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม 500 ล้านบาท โดยกรมธรรม์มีผลคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 – 1 ตุลาคม 2570

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยพร้อมร่วมมือกับภาครัฐ สำนักงาน คปภ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าการนำระบบประกันภัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงประเทศ จะช่วยให้การรับมือภัยพิบัติเปลี่ยนจากการรอความเสียหายแล้วจึงจัดสรรงบประมาณ ไปสู่การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า

หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการจ่ายเงินชดเชยเมื่อเกิดภัย แต่เป็นการกำหนดให้ชัดเจนว่าความเสี่ยงส่วนใดภาครัฐจะรับไว้เอง และส่วนใดสามารถถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนภาระงบประมาณได้เป็นระบบมากขึ้น ขณะที่ประชาชนมีหลักประกันด้านชีวิตและทรัพย์สินเมื่อเกิดภัยพิบัติ

3 ภัยหลัก ความคุ้มครองครอบคลุมบ้านและชีวิต

สำหรับระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ กำหนดความคุ้มครองหลักจาก 3 ภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้ประชาชนตามฐานข้อมูลที่กำหนด ครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน

ในส่วนของ ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย ครอบคลุมความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้างและสิ่งติดตั้งตรึงตรา เช่น เฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน โดยไม่รวมเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหมเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมธรรม์

กรณี อุทกภัย หากบ้านได้รับความเสียหาย จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท โดยไม่ต้องรอการประเมินความเสียหายแล้วเสร็จ และสามารถได้รับค่าสินไหมเพิ่มเติมตามความเสียหายจริงสูงสุดอีก 90,000 บาท รวมไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

สำหรับกรณีบ้านไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง แต่มีน้ำล้อมสิ่งปลูกสร้างต่อเนื่องจนผู้อยู่อาศัยไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติเกิน 7 วัน จะได้รับค่าสินไหมทดแทน 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน

ส่วน วาตภัย รวมถึงลมพายุและฟ้าผ่า และ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิ กำหนดค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และสามารถได้รับเพิ่มเติมตามความเสียหายจริงสูงสุดอีก 95,000 บาท รวมไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

นอกจากความคุ้มครองด้านทรัพย์สิน ยังมี ความคุ้มครองด้านชีวิต กรณีคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว วงเงิน 2 ล้านบาทต่อคน ขณะที่กรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติได้รับ 200,000 บาทต่อคน ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

ทั้งนี้ กรมธรรม์มีผลความคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 รวมถึงความเสียหายจากมวลน้ำที่มีอยู่เดิม จะไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ใหม่ โดยประชาชนยังคงได้รับการเยียวยาจากภาครัฐตามมาตรการที่กำหนด

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย

จาก “เยียวยา” สู่ “Risk Transfer”

ดร.สมพร กล่าวว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะเข้ามาสร้างประโยชน์ใน 3 ระดับ ทั้งต่อประชาชน ภาครัฐ และเศรษฐกิจประเทศ สำหรับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย จะมีหลักประกันล่วงหน้าและสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยได้เร็วขึ้น ช่วยลดความไม่แน่นอนในการฟื้นฟูบ้านและการดำรงชีวิต

ในมิติภาครัฐ ระบบดังกล่าวทำให้สามารถ บริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้า วางแผนการจัดสรรงบประมาณ และลดความไม่แน่นอนของภาระทางการคลังจากการเยียวยาภายหลังเกิดภัย ขณะที่ในระดับประเทศ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับและฟื้นตัวจากภัยพิบัติ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งครัวเรือน เศรษฐกิจ และสังคม แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาลที่ต้องการปรับการบริหารจัดการภัยพิบัติจาก “ตั้งรับหลังเกิดภัย” สู่ “บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” โดยใช้ระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยง

อุตสาหกรรมประกันวินาศภัยพร้อมรับบท “ผู้บริหารความเสี่ยง”

การดำเนินงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและอุตสาหกรรมประกันภัย โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้แก่ผู้รับประกันภัย ขณะที่ สำนักงาน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ร่วมดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารความเสี่ยงและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ประชาชน

ดร.สมพร กล่าวว่า อุตสาหกรรมประกันวินาศภัยพร้อมนำองค์ความรู้ บุคลากร ระบบงาน และประสบการณ์ด้านการบริหารความเสี่ยงเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่การออกแบบระบบ การรับประกันภัย การประเมินความเสียหาย การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ไปจนถึงการบริหารและกระจายความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัยต่อ อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงสิทธิและกระบวนการเคลมได้อย่างถูกต้อง โดยเป้าหมายของระบบคือทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

ในภาพใหญ่ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” จึงเป็นการขยับบทบาทของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยจากผู้จ่ายค่าสินไหมเมื่อเกิดความเสียหาย ไปสู่การเป็น หนึ่งในกลไกบริหารความเสี่ยงของประเทศ โดยใช้การถ่ายโอนความเสี่ยงเข้ามาเสริมการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ และสร้างหลักประกันให้ครัวเรือนไทยรับมือกับความเสียหายจากภัยธรรมชาติได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

 

 

#ประกันภัยพิบัติแห่งชาติTGIAประกันวินาศภัยสมาคมประกันวินาศภัยไทย
Comments (0)
Add Comment