เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังชะลอเหลือ 1.7% กสิกรไทยชี้ธุรกิจรับแรงกดดันใหม่ น้ำมันพุ่ง หนี้เสียขยับ ยานยนต์เร่งเปลี่ยนเกมสู่ EV

173

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงประมาณการ GDP ปี 2569 เติบโต 2% แม้ครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอเหลือ 1.7% จากความเสี่ยงราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ การค้าโลก และคุณภาพสินเชื่อ ขณะภาครัฐเร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว รองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทย

เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กำลังเข้าสู่จังหวะที่การเติบโตยังเดินหน้าต่อได้ แต่มีความเปราะบางสูงขึ้นกว่าครึ่งปีแรกอย่างชัดเจน เมื่อแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ การลงทุนเอกชน และการส่งออก ยังต้องเผชิญกับความผันผวนจากราคาพลังงาน การค้าโลก และภาระหนี้ที่ยังเป็นข้อจำกัดของภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโต 2% โดยเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกขยายตัว 2.4% ก่อนชะลอลงเหลือ 1.7% ในช่วงครึ่งหลัง สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ยังไม่กระจายอย่างทั่วถึง และทำให้ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน สภาพคล่อง และความเสี่ยงมากกว่าการเร่งขยายตัวเพียงอย่างเดียว

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมารุนแรงขึ้นในเดือนกันยายน และผลักราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี ยังอยู่ในกรอบประมาณการเดิม หลังแรงกดดันสูงสุดเกิดขึ้นไปแล้วในไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม ประเด็นราคาน้ำมันยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ธุรกิจไม่อาจมองข้าม เพราะหากต้นทุนพลังงานทรงตัวในระดับสูงนานกว่าคาด ย่อมส่งผ่านไปยังต้นทุนขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าในท้ายที่สุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 1.8% แต่มีแนวโน้มเร่งตัวในไตรมาส 4 สู่ระดับ 2.8%

แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่กำลังซื้อภาคครัวเรือนยังฟื้นตัวจำกัด โดยการบริโภคภาคเอกชนทั้งปีคาดว่าจะเติบโต 2.2% ชะลอลงจาก 2.7% ในปีก่อน แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะเข้ามาช่วยพยุงการใช้จ่ายในระยะสั้น หนึ่งในกลไกสำคัญคือแพ็กเกจเงินกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีการใช้จ่ายไปแล้วราว 2 แสนล้านบาท ครอบคลุมการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินเพิ่มสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการไทยช่วยไทยพลัสในสัดส่วน 60 ต่อ 40 วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท

ในมุมธุรกิจ มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงยอดขายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้จ่ายในประเทศ แต่ยังไม่ใช่คำตอบระยะยาวของเศรษฐกิจไทย เพราะหัวใจสำคัญยังอยู่ที่การฟื้นรายได้ การสร้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

อีกด้านหนึ่ง การลงทุนภาคเอกชนยังเป็นแรงส่งสำคัญ โดยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 9% จาก 3.5% ในปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจดิจิทัล

การส่งออกไทยยังมีภาพบวก โดยคาดว่าจะเติบโต 14% ในรูปดอลลาร์สหรัฐ จากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนที่สัมพันธ์กับวัฏจักรเทคโนโลยี AI แต่โจทย์ที่ต้องจับตาคือการนำเข้าที่คาดว่าจะโตถึง 27% ซึ่งสูงกว่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพนี้สะท้อนว่าไทยกำลังนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร เทคโนโลยี และสินค้าเพื่อรองรับการลงทุนมากขึ้น แม้ช่วยสร้างฐานการเติบโตระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจกดดันดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานจึงต้องเร่งยกระดับบทบาทของตัวเองจากผู้รับจ้างผลิต ไปสู่ผู้ผลิตชิ้นส่วน บริการ และเทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าเดิม

ภาคท่องเที่ยวยังเป็นอีกแรงพยุงเศรษฐกิจ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จะอยู่ที่ 31.4 ล้านคน แม้จะยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด แต่การฟื้นตัวของการเดินทางระหว่างประเทศและกิจกรรมในช่วงปลายปีจะช่วยหนุนรายได้ให้กับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก การเดินทาง และบริการในเมืองท่องเที่ยว

สำหรับตลาดการเงิน ดอกเบี้ยนโยบายไทยมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 1% จนถึงสิ้นปี ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงินในบางส่วน แต่ไม่ได้หมายความว่าการเข้าถึงสินเชื่อจะง่ายขึ้นในทุกกลุ่ม

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แม้สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์กลับมาขยายตัวเป็นบวกในไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ไตรมาส แต่แรงขับเคลื่อนหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อภาครัฐ ขณะที่การฟื้นตัวของสินเชื่อยังไม่กระจายไปถึงผู้ประกอบการ SME และสินเชื่อรายย่อยยังอยู่ในกระบวนการลดภาระหนี้ครัวเรือนต่อ GDP

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าสินเชื่อรวมทั้งระบบในปี 2569 จะเติบโตเพียง 0.5% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยังมีแรงส่งเติบโตมากกว่า 5% สะท้อนความแตกต่างของศักยภาพระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแรง กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ยังเผชิญความท้าทายทั้งต้นทุน การแข่งขัน และการเข้าถึงเงินทุน

โจทย์คุณภาพสินเชื่อจึงยังต้องติดตามใกล้ชิด หลังสัดส่วน NPL ของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.76% และมีโอกาสขยับสู่กรอบ 2.80% ถึง 3% ณ สิ้นปี โดยเฉพาะหนี้ของธุรกิจขนาดเล็กและหนี้ที่เคยผ่านการปรับโครงสร้าง ซึ่งอาจกลับมากลายเป็นหนี้เสียได้ หากรายได้และกระแสเงินสดฟื้นไม่ทันภาระชำระหนี้

ในบริบทนี้ ภาคธนาคารและผู้ประกอบการต้องทำงานร่วมกันมากขึ้นในเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ การบริหารกระแสเงินสด และการออกแบบสินเชื่อที่สอดคล้องกับศักยภาพของธุรกิจจริง เพราะการปล่อยสินเชื่อแบบระมัดระวังอาจช่วยคุมความเสี่ยงของระบบการเงินได้ แต่หากเข้มงวดเกินไป ก็อาจทำให้ SME ที่ยังมีศักยภาพขาดโอกาสฟื้นตัว

อีกประเด็นที่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของประเทศคืออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งกำลังเผชิญการแข่งขันรอบใหม่จากรถยนต์ไฟฟ้าและการนำเข้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง ปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศปี 2569 คาดว่าจะลดลง 1.8% ขณะที่ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ราว 675,000 คัน

ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะการผลิตภายในประเทศลดลงสวนทางกับการนำเข้ารถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ หรือ BEV

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 รถยนต์ BEV มีสัดส่วนถึง 72% ของมูลค่าการนำเข้ารถยนต์ทั้งหมดของไทย ขณะที่ยอดขาย BEV ทั้งปีมีแนวโน้มแตะสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 หรือราว 31% ของตลาดรถยนต์ใหม่ สะท้อนว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดเร็วกว่าการปรับตัวของฐานการผลิตในประเทศ

แรงกดดันนี้ทำให้ไทยต้องเร่งรักษาความสามารถในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ หลังอันดับการผลิตรถยนต์โลกของไทยลดลงจากอันดับ 9 ในปี 2556 มาอยู่ที่อันดับ 11 ในปี 2568 ขณะที่รถยนต์นำเข้าจากจีนมีสัดส่วนสูงถึง 69% ของการนำเข้ารถยนต์ทั้งหมด

ดร.รุจิพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการภาษีสรรพสามิตสำหรับช่วงปี 2570 ถึง 2572 เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับจากการนำเข้า ไปสู่การผลิตรถยนต์ xEV ที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น โดยมาตรการดังกล่าวมีนัยมากกว่าการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ เพราะเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม การจ้างงาน และการดึงห่วงโซ่อุปทานกลับเข้ามาในประเทศ

นอกจากยานยนต์ ภาครัฐยังมีแผนขับเคลื่อนงบประมาณราว 2 แสนล้านบาทในช่วงไตรมาส 4 เพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ภาคเกษตร โดยคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีในเดือนกันยายน และเร่งเบิกจ่ายภายในเดือนธันวาคม 2570

นี่คือสัญญาณว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาการบริโภคและการส่งออกแบบเดิม ไปสู่การแข่งขันบนฐานเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ ปี 2569 จึงไม่ใช่ปีของการรอให้เศรษฐกิจกลับมาดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปีของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ธุรกิจที่บริหารต้นทุนได้ดี เข้าถึงเทคโนโลยี ปรับตัวเข้ากับห่วงโซ่อุปทานใหม่ และรักษาสภาพคล่องไว้ได้ จะมีความพร้อมมากกว่าในการรับโอกาสของเศรษฐกิจรอบถัดไป