ดุสิตธานีปฏิรูปหลักสูตรอาหารครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี ปั้นกำลังคน Future Food รับเมกะเทรนด์โลก

74

อุตสาหกรรมอาหารกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่การแข่งขันอยู่ที่รสชาติและต้นทุนการผลิต สู่ยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น ส่งผลให้ “Future Food” หรืออาหารแห่งอนาคต กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่หลายประเทศเร่งลงทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ

ประเทศไทยซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะ “ครัวของโลก” กำลังเผชิญโจทย์สำคัญไม่ต่างกัน นั่นคือการยกระดับจากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบและอาหารแบบดั้งเดิม ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยอาหาร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

นี่จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี ของวิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาในเครือกลุ่มดุสิตธานี ที่เตรียมเปิดหลักสูตรใหม่ “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts)” โดยมุ่งผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ที่สามารถเชื่อมโลกของศาสตร์การประกอบอาหารเข้ากับวิทยาศาสตร์อาหารและการเป็นผู้ประกอบการได้อย่างครบวงจร

Future Food ตลาดใหม่ที่โลกกำลังแย่งชิง

ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตครอบคลุมตั้งแต่อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) โปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) อาหารจากพืช (Plant-based Food) อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ไปจนถึงอาหารที่พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีชีวภาพ

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาดนี้มาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก การเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงแต่ใช้ทรัพยากรน้อยลง

สำหรับประเทศไทย ภาครัฐได้กำหนดให้อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการต่อยอดจากความแข็งแกร่งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารที่ไทยมีฐานการผลิตอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวกลับสวนทางกับจำนวนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง

วิกฤตขาดแคลนบุคลากร Food Tech

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NXPO) คาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2568-2572 อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคตของไทยจะมีความต้องการแรงงานมากกว่า 47,000 คน

ขณะที่ตลาดแรงงานมีตำแหน่งงานด้าน Food Science และ Food Technology เปิดรับมากกว่า 5,000 ตำแหน่งต่อปี แต่จำนวนบัณฑิตที่จบการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าปริมาณ คือ ช่องว่างระหว่าง “เชฟ” และ “นักวิทยาศาสตร์อาหาร” หลายองค์กรต้องการบุคลากรที่สามารถเข้าใจทั้งกระบวนการคิดค้นสูตรอาหาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ ตลอดจนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม แต่ระบบการศึกษาที่ผ่านมา มักแยกศาสตร์ทั้งสองด้านออกจากกันอย่างชัดเจน ผลลัพธ์คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารใหม่จำนวนไม่น้อยต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย และใช้เวลานานกว่าจะเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นสินค้าจริงในตลาด

ปั้น “Food Creator” รุ่นใหม่

ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี มองว่า อนาคตของอุตสาหกรรมอาหารต้องการบุคลากรที่มีทักษะแบบ Hybrid Talent หรือผู้ที่มีความรู้ข้ามศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์จึงถูกออกแบบให้เป็นการบูรณาการ 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ศิลปะการประกอบอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร และการเป็นผู้ประกอบการ

โครงสร้างการเรียนรู้แบ่งเป็น อาหารประมาณ 40% วิทยาศาสตร์ 40-50% และธุรกิจ 10-20% เพื่อสร้างบัณฑิตที่ไม่เพียงเป็นเชฟ แต่สามารถพัฒนาสูตรอาหาร วิจัยผลิตภัณฑ์ วางแผนธุรกิจ และต่อยอดสู่การเป็นเจ้าของกิจการได้

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานยุคใหม่ ที่องค์กรไม่ได้มองหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการบุคลากรที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้หลายศาสตร์เข้าด้วยกัน

ผนึกภาคอุตสาหกรรมสร้างคนตรงความต้องการตลาด

จุดแข็งสำคัญของหลักสูตรใหม่นี้ คือ การออกแบบร่วมกับภาคอุตสาหกรรมจริง วิทยาลัยดุสิตธานีได้ร่วมมือกับองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในการร่วมออกแบบรายวิชาและให้ข้อเสนอแนะเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในอุตสาหกรรม

แนวทางดังกล่าวช่วยลดช่องว่างระหว่างห้องเรียนกับตลาดแรงงาน ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการตั้งแต่วันแรก ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สัมผัสโจทย์จริงจากภาคธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างนวัตกรรมอาหาร ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และ Storytelling ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจอาหารยุคใหม่

มากกว่าหลักสูตร แต่คือการลงทุนอนาคตประเทศ

เบื้องหลังการเปิดหลักสูตรใหม่ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายโอกาสทางการศึกษา แต่สะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของกลุ่มดุสิตธานีในการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว บริการ และอาหารของประเทศ

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของกลุ่มดุสิตธานี คือ การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวและบริการของภูมิภาค ซึ่งหัวใจสำคัญคือการสร้างบุคลากรคุณภาพ โดยเฉพาะกำลังคนในอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก

ในมุมมองของดุสิตธานี “ความมั่นคงทางอาหาร” หรือ Food Security ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านการเกษตรหรือการผลิตอาหารเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ความยั่งยืน และคุณภาพชีวิตของประชากรโลก ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของประชากร และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แม้ประเทศไทยจะมีจุดแข็งในฐานะประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบและอาหารรายสำคัญของโลก แต่ความท้าทายในวันนี้คือการยกระดับจากผู้ผลิตสู่ผู้สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มดุสิตธานีจึงให้การสนับสนุนวิทยาลัยดุสิตธานีในการพัฒนาหลักสูตร “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts)” เพื่อเตรียมกำลังคนให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมอาหารไทยในยุคเศรษฐกิจมูลค่าสูง

หลักสูตรดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเพียงผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่เป็นการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่สามารถเชื่อมโยงศาสตร์การประกอบอาหารเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีนวัตกรรม สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และต่อยอดนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม